หนุ่มหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สูญเงินกว่า 2 ล้านบาท
หนุ่มหลงเชื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สูญเงิน 2 ล้าน

วันที่ 15 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 28 ปี เข้าร้องทุกข์กับตำรวจ สภ.เมืองนครราชสีมา หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สูญเงินเก็บกว่า 2 ล้านบาท โดยมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการ หลอกว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน

กลโกงของมิจฉาชีพ

นายเอ เล่าว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากสายที่ไม่รู้จัก อ้างเป็นพนักงานไปรษณีย์ แจ้งว่ามีพัสดุตกค้างที่ชื่อของเขา เมื่อปฏิเสธ สายก็ถูกโอนต่อไปยังชายที่อ้างเป็นตำรวจ ซึ่งกล่าวหาว่านายเอมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงินและยาเสพติด ต่อมาถูกโอนสายให้อัยการปลอม ซึ่งข่มขู่ว่าจะออกหมายจับหากไม่ดำเนินการตามคำแนะนำ

การสูญเสียเงิน

ด้วยความกลัว นายเอจึงโอนเงินจากบัญชีธนาคารหลายบัญชี รวมเป็นเงิน 2,150,000 บาท ไปยังบัญชีที่มิจฉาชีพระบุ เพื่อเป็นค่าประกันตัวและค่าดำเนินคดี หลังจากโอนเงินแล้วจึงรู้สึกผิดปกติ จึงไปตรวจสอบกับธนาคารและพบว่าถูกหลอก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การแจ้งความ

ตำรวจรับแจ้งความและประสานธนาคารเพื่ออายัดบัญชีปลายทาง แต่พบว่าเงินถูกโอนออกไปแล้วบางส่วน พ.ต.อ. สมชาย ใจดี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า “คดีนี้เป็นรูปแบบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างหน่วยงานรัฐ ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และหากได้รับสายลักษณะนี้ให้วางสายทันที”

สถิติคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากข้อมูลกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในปี 2567 มีคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 20,000 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและวัยทำงาน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

คำแนะนำจากตำรวจ

ตำรวจแนะนำว่า หน่วยงานรัฐไม่มีนโยบายโทรศัพท์แจ้งความผิดหรือขอให้โอนเงิน หากได้รับสายต้องสงสัย ให้โทรสอบถามหน่วยงานที่ถูกอ้างถึงโดยตรง หรือแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1441 ศูนย์ป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี