เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค Agentic Commerce ซึ่งเศรษฐกิจจะถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของ Agentic AI ที่มนุษย์เปิดทางให้ AI ทำงานอัตโนมัติ แต่มากกว่าการจัดตารางเวลาหรือทำเอกสาร AI จะสามารถชำระเงินและตัดสินใจได้เอง
AI Agent กับโอกาสและความเสี่ยง
AI Agent จะสร้างโอกาสมหาศาลให้ภาคธุรกิจ แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยง เราพร้อมแล้วหรือยังในโลกที่ AI กับ AI ตกลงและทำธุรกรรมกันเอง? Thairath Money ได้พูดคุยกับ MetaComp เจ้าของเฟรมเวิร์ก Know Your Agent หรือ KYA ที่ออกแบบมาเพื่อสถาบันการเงินโดยเฉพาะ ถึงแนวทางการใช้ KYA เพื่อสร้างความปลอดภัยในยุค Agentic Commerce
AI กำลังก้าวไปอีกขั้น
รู้หรือไม่ว่า AI ที่เราใช้กันทุกวันนี้กำลังก้าวไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม แต่กำลังกลายเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่มนุษย์เปิดทางให้ AI Agent ตัดสินใจ ทำงาน ทำเงิน และใช้จ่ายแทนเรา ข้อมูลจากหลายแหล่งชี้ว่า AI Agent มีบทบาทมากขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น จองการเดินทาง ซื้อสินค้าโดยอัตโนมัติ และในอนาคตจะดูแลกระบวนการซื้อขายที่ซับซ้อน ตั้งแต่การต่อรองราคา กำหนดเงื่อนไข จัดการส่งสินค้า ไปจนถึงการทำธุรกรรมกับเอเจนต์อื่น ๆ
ข้อมูลจาก Adobe ระบุว่า ในช่วงเทศกาลช้อปปิ้งปลายปี 2024 การใช้งานเบราว์เซอร์และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในวัน Black Friday ปี 2025 ทราฟฟิกที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปยังเว็บไซต์ค้าปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 805% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเอเจนต์สร้างยอดขายออนไลน์ทั่วโลกมากกว่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ World Economic Forum คาดว่าเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Agentic AI จะมีมูลค่าถึง 236,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034
ความเสี่ยงที่ต้องจัดการ
แม้การเปลี่ยนผ่านนี้จะเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจที่ลูกค้าอาจไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่ AI Agent ที่ทำหน้าที่แทนมนุษย์ก็มาพร้อมความเสี่ยงสูง หากไม่มีมาตรการป้องกัน เอเจนต์อาจบ่อนทำลายความเชื่อมั่นได้รวดเร็วพอ ๆ กับที่สร้างประสิทธิภาพ ดังนั้นโลกจึงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพิสูจน์ตัวตนและเพิ่มความรับผิดชอบ เพื่อกำหนดว่า Agentic Commerce จะเป็นแรงขับเคลื่อนความมั่งคั่งหรือเป็นพื้นที่ใหม่ของการฉ้อโกง
ที่มาของกรอบแนวคิด Know Your Agent
ในอดีต ช่วงที่ระบบการเงินโลกขยายตัวในทศวรรษ 1970-1980 การเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนเกิดขึ้นเร็วกว่าระบบความเชื่อมั่น จึงเกิดกรอบ Know Your Customer หรือ KYC ที่บังคับให้สถาบันการเงินตรวจสอบตัวตนลูกค้าและติดตามธุรกรรม ปัจจุบัน ช่องว่างด้านความเชื่อมั่นแบบเดียวกันกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในระดับที่ทวีคูณภายใต้ Agentic Commerce จึงเกิดกรอบใหม่ที่เรียกว่า Know Your Agent หรือ KYA ซึ่งทำงานควบคู่กับ KYC
ทำไมต้องมี KYA?
Thairath Money ได้พูดคุยกับ MetaComp เกี่ยวกับคอนเซปต์ KYA หลังจาก MetaComp ประกาศเปิดตัว StableX Know Your Agent Framework ซึ่งเป็นเจ้าแรกของโลกที่ออกแบบกรอบนี้เพื่อผู้ให้บริการทางการเงินโดยเฉพาะ MetaComp คือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและการเงินที่ได้รับใบอนุญาตจากสิงคโปร์ มีเป้าหมายเชื่อมโลกการเงินดั้งเดิมกับระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล
Tin Pei Ling Co-President ของ MetaComp กล่าวว่า Framework นี้เป็นกรอบการกำกับดูแล AI Agent ในภาคการเงินครั้งแรกของโลก เพื่อแก้ปัญหาความเสี่ยงเมื่อ AI ต้องทำธุรกรรมแทนมนุษย์ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ:
- Agent Identity and Registration: สร้าง ID ให้ AI Agent ทุกตัวมีอัตลักษณ์เฉพาะ (Unique Agent Identity - UAI) ผูกติดกับบุคคลหรือนิติบุคคลจริง มีกำหนดอายุขัยเพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ
- Authority and Permission: กำหนดขอบเขตการทำงานของ Agent เช่น จำกัดวงเงินธุรกรรม หรือต้องขออนุมัติจากมนุษย์เมื่อถึงเงื่อนไขที่กำหนด
- Behavioral Monitoring: เฝ้าระวังพฤติกรรมแบบเรียลไทม์ด้วยระบบ Vision X ซึ่งเป็น AI Risk Engine หาก Agent มีพฤติกรรมแปลก ๆ คะแนนความเสี่ยงจะสูงขึ้น และคู่สัญญาสามารถปฏิเสธธุรกรรมได้ทันที
- Ecosystem Interaction: สร้างมาตรฐานการสื่อสารระหว่าง Agent ต่อ Agent ที่ปลอดภัย ต้องตรวจสอบตัวตนกับ Registry ก่อนเริ่มงาน และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกการกระทำตามกฎ Travel Rule
Tin Pei Ling กล่าวว่า ในอนาคต Agentic AI จะทำให้บริการทางการเงินเข้าถึงง่ายขึ้น เช่น คนรุ่นเก่าสามารถสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติให้ AI จัดการโอนเงิน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเชื่อมั่น ซึ่งต้องมาจากกรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่ง เพื่อให้เทคโนโลยีเติบโตไปพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม
MetaComp อ้างอิงหลักการจาก IMDA หน่วยงานรัฐของสิงคโปร์ มาปรับใช้กับภาคการเงิน ดังนี้:
- Assess and Bound Risk: ประเมินและจำกัดความเสี่ยงก่อนปล่อย AI ทำงาน และมีเกราะป้องกัน
- Technical Controls: ใช้ระบบซอฟต์แวร์บล็อกธุรกรรมอัตโนมัติหากค่าความเสี่ยงสูงเกินเกณฑ์
- Human Accountability: ในการตัดสินใจสำคัญ ต้องมีมนุษย์ตรวจสอบและยืนยันเสมอ
- End User Responsibility: เจ้าของ Agent ต้องรับผิดชอบตามกฎหมายหากเกิดความเสียหาย ไม่สามารถโทษ AI ได้
แต่ละภาคส่วนต้องปรับตัวอย่างไร
World Economic Forum ระบุว่าปัจจุบันมนุษย์กำลังกลายเป็นเสียงส่วนน้อยบนโลกออนไลน์ โดยบอตสร้างทราฟฟิกเกือบ 50% ของโลกอินเทอร์เน็ต และเกือบหนึ่งในสามเป็น Bad Bots จึงจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจัง
ภาครัฐ
ต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านตัวตน ยกเลิกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับการฉ้อโกง ระบบภาครัฐควรมุ่งเน้นการยืนยันตัวตน ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบเอกสาร การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำด้านความเชื่อมั่นและการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็น เพราะเอเจนต์ไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนประเทศ
องค์กร
ต้องยกระดับตัวตนของเอเจนต์ให้เป็นประเด็นด้านความปลอดภัยระดับสูง มีระบบอนุญาตที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ การโต้ตอบกับเอเจนต์ภายนอกต้องมีเครื่องมือตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ องค์กรต้องเร่งพัฒนาโปรโตคอล KYA ที่สามารถทำงานร่วมกันได้ทั่วโลกและทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อสร้าง Universal Trust Layer เปรียบเสมือน SSL สำหรับเว็บไซต์ ที่ช่วยให้การค้าแบบเอเจนต์ไหลลื่น ขณะเดียวกันก็เพิ่มแรงเสียดทานสำหรับผู้ไม่หวังดี



