ตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวได้ดำเนินการจับกุมผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท "ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป" (Prince Holding Group) ซึ่งเป็นเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีฐานปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ตามรายงานของสื่อญี่ปุ่นที่อ้างอิงแหล่งข่าวจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน
รายละเอียดผู้ต้องหาและข้อกล่าวหา
ผู้ต้องหารายสำคัญคือ นายหู เซี่ยวเว่ย (Hu Xiaowei) หรือที่รู้จักในชื่อ หู ซื่อ (Hu Shi) และ เฉิน เสี่ยวเอ๋อ (Chen Xiao'er) อายุ 44 ปี สัญชาติไซปรัส เชื้อสายจีน ประกอบอาชีพนักธุรกิจ โดยไม่ระบุที่อยู่แน่ชัด เขาถูกจับกุมในข้อหาปลอมแปลงและใช้บันทึกเอกสารราชการอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นเท็จ นอกจากนี้ ยังมีผู้ร่วมขบวนการชาวจีนอีก 2 ราย หนึ่งในนั้นคือ นายหลี่ หยิน หง (Li Yin Hong) อายุ 31 ปี พนักงานบริษัทที่อาศัยอยู่ในเขตเซตากายะ กรุงโตเกียว
แผนการปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอสิทธิ์พำนักถาวร
รายงานระบุว่าผู้ต้องหาทั้งสามรายได้ร่วมกันวางแผนส่งหนังสือแจ้งย้ายเข้าและเปลี่ยนที่อยู่เป็นเท็จของนายหูต่อสำนักงานเขตชูโอในกรุงโตเกียวเมื่อเดือนเมษายน โดยนายหลี่เป็นผู้เดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเอง จากการสอบสวน นายหูยอมรับสารภาพว่าตนได้ย้ายทะเบียนราษฎร์เข้ามาในกรุงโตเกียวจริง เนื่องจากต้องการเกณฑ์คุณสมบัติในการยื่นขอ "สิทธิ์พำนักถาวร" ในประเทศญี่ปุ่น แต่ปฏิเสธรายละเอียดโดยอ้างว่า "ตนเองไม่ทราบขั้นตอนเชิงลึก เพราะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของบริษัทเอเจนซี่เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด"
เครือข่ายอาชญากรรมปรินซ์กรุ๊ป
ปรินซ์กรุ๊ปถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในองค์กรหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย มีพฤติการณ์ล่อลวงเหยื่อจากประเทศต่างๆ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อรับสมัครงานที่ให้ค่าตอบแทนสูงเกินจริง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อเดินทางไปทำงาน กลับถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว บังคับขู่เข็ญให้เข้าร่วมขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และทำธุรกิจต้มตุ๋นออนไลน์ข้ามชาติ รวมถึงการพนันออนไลน์และการฟอกเงินมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ กลุ่มนี้กำลังถูกคว่ำบาตรอย่างหนักจากทั้งสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร
การปฏิเสธความเกี่ยวข้องและการดำเนินคดีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ในเดือนเมษายน นายหูเคยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ โดยปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่แกนนำระดับสูงขององค์กร และปรินซ์กรุ๊ปเคยออกแถลงการณ์ผ่านบริษัทกฎหมายในสหรัฐฯ ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมายทั้งหมด แต่ทางการสหรัฐฯ ยืนยันว่ากลุ่มทุนนี้เป็นฉากบังหน้าของเครือข่ายอาชญากรรม การจับกุมครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญ หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งกลุ่มปรินซ์กรุ๊ป เพิ่งถูกทางการกัมพูชาเนรเทศส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศจีน ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐในหลายพื้นที่ทั่วเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นไต้หวัน สิงคโปร์ และฮ่องกง ต่างเดินหน้าจับกุมบุคคลและอายัดทรัพย์สินจำนวนมหาศาลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายทุนสีเทากลุ่มนี้
การสืบสวนต่อเนื่องของตำรวจญี่ปุ่น
ด้านกองบัญชาการตำรวจนครบาลกรุงโตเกียวระบุว่าจะไม่นิ่งนอนใจ และเตรียมเปิดฉากสืบสวนในเชิงลึกอย่างเร่งด่วน ว่าเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติรายนี้ได้เข้ามาแผ่อิทธิพล ซุกซ่อนทรัพย์สิน หรือจัดตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงต้มตุ๋นภายในประเทศญี่ปุ่นแล้วหรือไม่ เพื่อตัดรากถอนโคนขบวนการดังกล่าวต่อไป



