ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน เปิดเผยว่า ได้เข้าแจ้งความต่อกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปล่อยปละละเลยให้รถหรูจอดขวางทางเท้าบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน โดยระบุว่าคดีนี้จะใช้เวลาสอบสวนประมาณ 7 วันจึงจะทราบผลความคืบหน้า
ปมรถหรูจอดขวางทางเท้า สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา มีผู้ใช้รถยนต์หรูยี่ห้อแลมโบร์กินีจอดขวางทางเท้าบริเวณหน้าสยามพารากอน ส่งผลให้ประชาชนที่สัญจรด้วยเท้าต้องเดินเลี่ยงลงไปบนท้องถนน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ดร.เสรีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวประณามการกระทำดังกล่าว และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง
ต่อมาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ดร.เสรีได้เดินทางไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ดำเนินการใดๆ กับรถคันดังกล่าว โดยมี พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้รับเรื่อง
ดร.เสรีชี้ตำรวจละเลยหน้าที่ สร้างความไม่เป็นธรรม
ดร.เสรีกล่าวว่า "การที่ตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ กับรถที่จอดขวางทางเท้า ถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่และไม่เป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องเดือดร้อน ผมจึงต้องแจ้งความเพื่อให้มีการสอบสวนและลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง" ทั้งนี้ ดร.เสรียังได้ยื่นหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นรถหรูจอดขวางทางเท้าอย่างชัดเจน
ด้าน พล.ต.ต.จิรสันต์กล่าวว่า ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาลจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว และจะแจ้งผลให้ดร.เสรีทราบภายใน 7 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด
ประชาชนเรียกร้องให้ตำรวจเข้มงวดกับรถหรูจอดผิดที่
เหตุการณ์นี้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยประชาชนจำนวนมากแสดงความคิดเห็นว่าตำรวจควรบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติระหว่างรถหรูกับรถทั่วไป นอกจากนี้ ยังมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียแชร์ภาพรถหรูจอดขวางทางเท้าในพื้นที่อื่นๆ เช่น ย่านทองหล่อและสุขุมวิท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
ดร.เสรีกล่าวทิ้งท้ายว่า "ผมหวังว่าคดีนี้จะเป็นบทเรียนให้กับทั้งตำรวจและผู้ใช้รถใช้ถนนว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย การจอดรถขวางทางเท้าเป็นการละเมิดสิทธิของคนเดินเท้าอย่างร้ายแรง"
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ผู้ที่จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจรหรือกีดขวางทางเท้าอาจมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 500 บาท ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นบทลงโทษที่ต่ำเกินไป และควรมีการแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน



