ตำรวจไซเบอร์ประสบความสำเร็จในการทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่หลอกลวงเหยื่อสูญเงินรวมกว่า 100 ล้านบาท โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดจำนวนมาก
เปิดปฏิบัติการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์
เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (ผบก.สอท.1) แถลงข่าวผลการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ก่อเหตุหลอกลวงประชาชน โดยมีผู้เสียหายหลายรายถูกหลอกให้โอนเงินรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากผู้เสียหายแจ้งความว่าถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ธนาคาร หลอกให้โอนเงินไปยังบัญชีม้า โดยผู้เสียหายบางรายสูญเงินครั้งละหลายแสนบาท
รายละเอียดการจับกุมและผู้ต้องหา
ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวนจนทราบว่ากลุ่มผู้ต้องหามีเครือข่ายเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ โดยใช้บัญชีม้าและซิมการ์ดปลอมในการรับโอนเงินจากเหยื่อ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 5 ราย ประกอบด้วย นายเอ (นามสมมติ) อายุ 28 ปี นายบี อายุ 32 ปี นายซี อายุ 25 ปี นายดี อายุ 30 ปี และนายอี อายุ 27 ปี
ของกลางที่ยึดได้ประกอบด้วยโทรศัพท์มือถือ 20 เครื่อง ซิมการ์ด 50 ซิม สมุดบัญชีธนาคาร 10 เล่ม และบัตรเอทีเอ็ม 5 ใบ
พฤติการณ์และความเสียหาย
ผู้ต้องหาแต่ละคนมีหน้าที่แตกต่างกัน โดยบางคนทำหน้าที่เป็นพนักงานโทรศัพท์ (caller) หลอกลวงเหยื่อ บางคนเป็นคนเปิดบัญชีม้า และบางคนเป็นคนรับโอนเงินและถอนเงินสดออกมา จากนั้นจะโอนเงินให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่ต่างประเทศ
จากการสอบสวนพบว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี มักถูกหลอกให้โอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มหรือแอปพลิเคชันธนาคาร โดยอ้างว่าบัญชีของเหยื่อมีความผิดปกติหรือถูกใช้ในการฟอกเงิน
คำเตือนจากตำรวจ
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวว่า "ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อโทรศัพท์จากบุคคลที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือธนาคาร ให้ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนโอนเงินทุกครั้ง"
นอกจากนี้ ตำรวจยังแนะนำให้ประชาชนติดตั้งแอปพลิเคชันป้องกันการโทรหลอกลวง และแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน 1441 หรือ 191
บทสรุปและแนวทางป้องกัน
คดีนี้เป็นตัวอย่างของอาชญากรรมไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ตำรวจไซเบอร์จะดำเนินการขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้มากที่สุด
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถป้องกันตนเองได้โดยไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลทางการเงินทางโทรศัพท์ และไม่กดลิงก์จากข้อความที่ไม่น่าเชื่อถือ หากสงสัยให้โทรสอบถามสถาบันการเงินโดยตรง



