ปิดตำนาน 'เสี่ยพีท' แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เจ้าพ่อคาสิโนออนไลน์
ปิดตำนานเสี่ยพีทแก๊งคอลเซ็นเตอร์เจ้าพ่อคาสิโนออนไลน์

คดีของ 'เสี่ยพีท' หรือ นายพิทักษ์ อินทร์สุวรรณ แก๊งคอลเซ็นเตอร์รายใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนหลายพันคน ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2567 โดยยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และฟอกเงิน

เส้นทางอาชญากรรมของเสี่ยพีท

นายพิทักษ์ หรือที่รู้จักในชื่อ 'เสี่ยพีท' เริ่มต้นอาชญากรรมจากการเป็นเจ้าของธุรกิจคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงเหยื่อให้โอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ ต่อมาได้ขยายธุรกิจไปสู่การเปิดคาสิโนออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีรายได้หมุนเวียนหลายร้อยล้านบาทต่อเดือน

การจับกุมและการดำเนินคดี

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สตช.) ได้ร่วมกันสืบสวนจนสามารถจับกุมเสี่ยพีทได้ที่บ้านพักในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 พร้อมยึดทรัพย์สินมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท รวมถึงรถยนต์หรู บ้าน และทองคำ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ในชั้นสอบสวน เสี่ยพีทให้การรับสารภาพว่าเป็นหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเจ้าของคาสิโนออนไลน์จริง โดยมีเครือข่ายในต่างประเทศคอยสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการเงิน

คำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตในข้อหาฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงิน ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาและยืนตามคำพิพากษา โดยให้เหตุผลว่าการกระทำของนายพิทักษ์ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนเป็นวงกว้าง และไม่มีเหตุบรรเทาโทษ

คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นตัวอย่างของการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจังของทางการไทย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบต่อเหยื่อ

เหยื่อของเสี่ยพีทส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ขาดความรู้ทางการเงิน บางรายสูญเสียเงินเก็บทั้งชีวิต ทางการได้พยายามติดตามเงินคืนให้กับเหยื่อ แต่ก็ยังไม่สามารถคืนได้ทั้งหมด เนื่องจากเงินถูกโอนไปต่างประเทศแล้ว

การสิ้นสุดคดีนี้สร้างความโล่งใจให้กับเหยื่อและสังคม แต่ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในอนาคต