เปิดปฏิบัติการล่าตัวผู้ต้องหาหลอกขายรถมือสอง
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) พร้อมด้วย พ.ต.อ.หญิง วิมลรัตน์ สุขสวัสดิ์ ผกก.กลุ่มงานสอบสวน กก.2 บก.สอท.3 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุม นายชัยวัฒน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา “ฉ้อโกงประชาชน” และ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ” หลังเปิดเพจเฟซบุ๊กหลอกขายรถยนต์มือสอง โดยมีผู้เสียหายหลายรายหลงเชื่อโอนเงินรวมกว่า 2 ล้านบาท
พฤติกรรมของกลุ่มผู้ต้องหา
สืบเนื่องจากเมื่อเดือนมิถุนายน 2567 มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) ว่าถูกเพจเฟซบุ๊กชื่อ “ขายรถมือสองคุณภาพ” หลอกให้โอนเงินค่ามัดจำและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพื่อซื้อรถยนต์มือสอง แต่เมื่อโอนเงินแล้วกลับไม่ได้รับรถ และถูกบ่ายเบี่ยงอ้างเหตุผลต่างๆ ก่อนที่เพจจะปิดตัวลงและติดต่อไม่ได้อีกเลย
จากการสืบสวนพบว่า นายชัยวัฒน์ เป็นผู้ดูแลเพจดังกล่าว โดยมีการโพสต์รูปภาพและรายละเอียดรถยนต์มือสองหลายรุ่น ราคาต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อล่อใจผู้ซื้อ เมื่อมีผู้สนใจติดต่อมา ก็จะให้โอนเงินมัดจำ 10-30% ของราคารถ หรือบางรายต้องโอนเต็มจำนวน จากนั้นก็อ้างว่าต้องรอตรวจสอบเอกสาร หรือรถอยู่ระหว่างการโอนเล่มทะเบียน ทำให้การส่งมอบล่าช้า สุดท้ายก็ตัดการติดต่อและปิดเพจหนี
ความเสียหายและหลักฐาน
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า มีผู้เสียหายถูกหลอกอย่างน้อย 15 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท โดยผู้เสียหายบางรายสูญเงินครั้งเดียวถึง 5 แสนบาท จากการโอนซื้อรถยนต์เก๋งมือสองยี่ห้อโตโยต้า รุ่นอัลติส ราคาถูกกว่าท้องตลาดเกือบครึ่งหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังพบว่านายชัยวัฒน์ มีพฤติกรรมใช้บัญชีธนาคารของผู้อื่นในการรับโอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นบัญชีของเพื่อนหรือญาติ เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน โดยบัญชีดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวทางการเงินหลายครั้ง มีเงินหมุนเวียนหลายล้านบาท
การจับกุมและการดำเนินคดี
เจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์สืบสวนจนทราบว่านายชัยวัฒน์ หลบหนีไปพักอาศัยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จึงขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา และเข้าจับกุมตัวได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นครราชสีมา พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง และซิมการ์ดอีกหลายแผ่น
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดจริง โดยอ้างว่าทำคนเดียว ไม่มีขบวนการ เพราะต้องการนำเงินไปใช้หนี้พนันออนไลน์ และจะพยายามหาเงินมาคืนผู้เสียหายบางส่วน แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากพบหลักฐานการติดต่อกับบุคคลอื่นที่อาจเป็นเครือข่าย จึงขยายผลสอบสวนเพิ่มเติม
คำแนะนำจากตำรวจไซเบอร์
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวเตือนประชาชนว่า “การซื้อรถยนต์มือสองผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กที่ไม่มีหน้าร้านจริง ต้องตรวจสอบให้รอบคอบ ควรนัดดูรถจริงก่อนโอนเงิน และหากราคาถูกเกินจริง ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ” พร้อมแนะนำให้ใช้บริการแพลตฟอร์มที่มีระบบ escrow หรือการชำระเงินผ่านบัญชีบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ
ทั้งนี้ผู้ต้องหาถูกควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สอท.2 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 1 แสนบาท ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และประมวลกฎหมายอาญา ข้อหาฉ้อโกง



