ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การยกระดับความปลอดภัยทางดิจิทัลอีกขั้น หลังจากมีการประกาศมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) อย่างเป็นทางการในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 โดยคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (คธอ.) เพื่อแก้ปัญหาโฆษณาหลอกลวงที่ระบาดหนักบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน หรือประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป
3 มาตรการสำคัญที่ผู้ใช้ออนไลน์ต้องรู้
1. บังคับยืนยันตัวตนก่อนลงโฆษณา (KYC)
ผู้ที่ต้องการลงโฆษณาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่มีการชำระเงิน จะต้องผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนก่อนทุกครั้ง เว้นแต่เคยยืนยันแล้วภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี
2. ทางเลือกในการยืนยันตัวตน
สามารถทำได้ 2 วิธี ได้แก่ สแกนใบหน้าคู่กับบัตรประชาชน (Face Recognition) และใช้ระบบ Digital ID ที่ได้รับการรับรอง
3. แพลตฟอร์มต้องเก็บข้อมูลย้อนหลัง 90 วัน
ข้อมูลของผู้ลงโฆษณา รวมถึงผู้ชำระเงินแทนต้องถูกจัดเก็บอย่างน้อย 90 วัน หลังโฆษณาสิ้นสุด เพื่อให้หน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
คุมเข้มยิงแอดข้ามชาติ ปิดช่องโหว่มิจฉาชีพต่างประเทศ
หนึ่งในจุดเด่นของมาตรการนี้ คือ การออกแบบให้ครอบคลุมถึงโฆษณาจากต่างประเทศที่มุ่งเป้ามายังคนไทย ไม่ว่าผู้ลงโฆษณาจะอยู่ประเทศใด หากตั้งค่าโฆษณาให้แสดงผลในประเทศไทย แพลตฟอร์มต้องบังคับให้ยืนยันตัวตนก่อนเสมอ โดยผู้ลงโฆษณาต่างชาติต้องยืนยันตัวตนเช่นกัน โดยสามารถใช้หนังสือเดินทาง (Passport) หรือเอกสารนิติบุคคลจากต่างประเทศในการยืนยันตัวตนได้ ทำให้ไม่สามารถยิงแอดหลอกแล้วหายได้เหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้มาตรการยังครอบคลุมไปถึงแพลตฟอร์มที่ต้องร่วมรับผิดชอบ หากปล่อยให้โฆษณาหลอกลวงเผยแพร่โดยไม่มีการยืนยันตัวตน แพลตฟอร์มอาจมีความผิดตามกฎหมายไทย และเผชิญบทลงโทษจากหน่วยงานกำกับดูแล
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ แคนดิเดต รมว.ดีอี (ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ผู้ก่อตั้ง TARAD.com และบุกเบิกแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลยุคแรกๆ ในไทย ได้แสดงความเห็นต่อมาตรการนี้ ซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความพยายามครั้งสำคัญในการตัดวงจรมิจฉาชีพตั้งแต่ต้นทาง
โดยมาตรการนี้ คือ การบีบให้แพลตฟอร์มต้องคัดกรองคนยิงแอด 100% ซึ่งต่อไปเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่อยู่ต่างประเทศจะยิงแอดข้ามมาหลอกคนไทยจะทำได้ยากขึ้นมาก เพราะต้องติดด่านการยืนยันตัวตนด้วยพาสปอร์ตหรือเอกสารนิติบุคคล แม้ว่าในช่วงแรกอาจส่งผลกระทบต่อคนทำงานที่อาจจะรู้สึกว่ามีขั้นตอนเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ในระยะยาวมาตรการนี้จะช่วยล้างระบบโฆษณาให้สะอาดขึ้น อีกทั้งยังคนซื้อก็มั่นใจ และช่วยแยกคนขายของจริงๆ ที่ไม่ต้องไปแข่งขันกับแอดเถื่อน
ประโยชน์ที่ผู้ใช้งานทุกคนจะได้รับ
- ลดความเสี่ยงถูกหลอกลวง จากโฆษณาปลอม เช่น สินค้าหลอกลงทุน หรือเพจปลอม มีแนวโน้มลดลง เพราะตรวจสอบตัวตนได้
- เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจจริง ผู้ประกอบการที่สุจริตจะไม่ต้องแข่งขันกับโฆษณาหลอกลวงที่ใช้กลยุทธ์ราคาหรือข้อเสนอเกินจริง
- ติดตามผู้กระทำผิดได้ง่ายขึ้น เมื่อมีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ หน่วยงานรัฐสามารถสืบสวนและดำเนินคดีได้รวดเร็วขึ้น
แม้มาตรการใหม่นี้อาจเพิ่มขั้นตอนให้กับผู้ลงโฆษณาในช่วงแรก แต่ในภาพใหญ่ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานของทั้งระบบ จากเดิมที่ใครก็สามารถยิงโฆษณาได้ง่าย กลายเป็นระบบที่ต้องมีตัวตน ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบมากขึ้น สร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายในประเทศไทย



