ตำรวจตม.บุกทลายเว็บพนันรายใหญ่ในพัทยา จับอินเดีย 25 คน เงินหมุนเวียน 700 ล้าน
ตม.บุกทลายเว็บพนันพัทยา จับอินเดีย 25 คน เงินหมุน 700 ล้าน

ตำรวจตม.บุกทลายเว็บพนันรายใหญ่ในพัทยา จับกุมชาวอินเดีย 25 คน พบเงินหมุนเวียนปีละ 700 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 พล.ต.ท.ภานุมาศ บุญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ร่วมกับ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผู้บังคับการตม.3 ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผู้กำกับการสืบสวน บก.ตม.3 นำกำลังชุดสืบสวนเปิดปฏิบัติการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในซอยหนองไม้แก่น 19 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

การปฏิบัติการครั้งนี้นำไปสู่การจับกุม MR. NAGENDRA BATHU อายุ 24 ปี สัญชาติอินเดีย พร้อมกับกลุ่มชายชาวอินเดียอีก 24 ราย รวมทั้งหมด 25 คน โดยตำรวจสามารถตรวจยึดของกลางได้แก่ โน้ตบุ๊ก 6 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 81 เครื่อง เงินสด 100,000 บาท ธนบัตรเวียดนาม 258,000 ดอง และธนบัตรอินเดียอีกจำนวนหนึ่ง

การสืบสวนและลักษณะฐานปฏิบัติการ

ตำรวจชุดสืบสวน กก.สส. บก.ตม.3 ได้รับข้อมูลเบาะแสว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติเช่าบ้านหลังดังกล่าวเพื่อลักลอบเปิดใช้เป็นฐานปฏิบัติการเว็บพนันออนไลน์รายใหญ่ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าเป้าหมายเป็นพูลวิลล่าที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วบริเวณ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โรงจอดรถถูกดัดแปลงเป็นห้องกระจกเพื่อใช้เป็นออฟฟิศอย่างมิดชิด โดยมีการใช้ผ้าใบปิดบังช่องประตูและรั้วเพื่ออำพรางสายตาจากบุคคลภายนอก ทำให้ยากต่อการตรวจจับจากภายนอก

วิธีการดำเนินการและหลักฐานที่พบ

ตำรวจได้เปิดปฏิบัติการจู่โจมบุกเข้าค้นและสามารถจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาชาวอินเดียที่ทำหน้าที่หลากหลาย เช่น ผู้จัดการด้านการตลาด ฝ่ายบัญชี และแอดมินดูแลลูกค้า โดยพบว่าพนักงานถูกกักตัวไว้ภายในบ้านตลอดเวลา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีการใช้เครื่องปั่นไฟและเตรียมอาหารแช่แข็งไว้สำหรับประกอบอาหารภายในบ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกพื้นที่จนเป็นที่สังเกต ซึ่งแสดงถึงความพยายามในการปกปิดกิจกรรมอย่างเป็นระบบ

จากการตรวจสอบข้อมูลในคอมพิวเตอร์ พบหลักฐานความเชื่อมโยงกับ 3 เว็บพนันใหญ่ โดยมียอดเงินหมุนเวียนในระบบรวมเฉลี่ยสูงถึง 5.6 ล้านรูปีต่อวัน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 700 ล้านบาทต่อปี

ข้อหาดำเนินคดีและขั้นตอนต่อไป

ผู้ต้องหาทั้งหมดถือวีซ่าประเภทท่องเที่ยว (Tourist Visa) เข้ามาในราชอาณาจักรไทย จึงถูกดำเนินคดีในความผิดฐาน “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิ์ที่จะทำได้” ตามกฎหมายไทย

ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไว้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยคาดว่าจะมีการขยายผลการสืบสวนเพื่อติดตามเครือข่ายและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของอาชญากรรมไซเบอร์และการลักลอบทำงานของต่างด้าวในประเทศไทย ซึ่งตำรวจตม.ยังคงดำเนินการปราบปรามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันการฟอกเงิน