ตำรวจสอบสวนกลางรวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ
เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2568 พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ได้ร่วมกันแถลงผลการจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ซึ่งมีพฤติกรรมหลอกลวงประชาชนให้โอนเงินผ่านระบบออนไลน์ โดยมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท
การสืบสวนและจับกุม
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากผู้เสียหายหลายรายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจสอบสวนกลางว่า ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์มาหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ เช่น การแจ้งว่ามีพัสดุตกค้าง หรือการถูกหลอกให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเหยื่อจะถูกโน้มน้าวให้โอนเงินไปยังบัญชีธนาคารที่มิจฉาชีพกำหนด ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนจนทราบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้มีฐานปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยใช้บ้านเช่าเป็นสถานที่ทำงาน และมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติในประเทศเพื่อนบ้าน
การเข้าตรวจค้นและของกลาง
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขอหมายค้นจากศาลจังหวัดนราธิวาส เข้าตรวจค้นบ้านเป้าหมายในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ซึ่งพบอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมจำนวนมาก ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ 10 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง ซิมการ์ด 200 ซิม และสมุดบัญชีธนาคาร 50 เล่ม นอกจากนี้ยังพบเอกสารที่ใช้ในการหลอกลวงเหยื่ออีกจำนวนหนึ่ง
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 2 คน ให้การรับสารภาพว่า เป็นพนักงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่รับจ้างโทรศัพท์หลอกลวงเหยื่อ โดยมีหัวหน้าแก๊งเป็นชาวต่างชาติที่หลบหนีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
ความเสียหายและการดำเนินคดี
ตำรวจสอบสวนกลางเปิดเผยว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์นี้ดำเนินการมาเป็นเวลานานกว่า 1 ปี มีเหยื่อมากกว่า 500 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท โดยผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่ขาดความรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาทั้งหมด 5 ข้อหา ประกอบด้วย ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่หรือซ่องโจร ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดจำคุกตลอดชีวิต
พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า ตำรวจสอบสวนกลางจะเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวหัวหน้าแก๊งและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังมิจฉาชีพที่โทรศัพท์มาหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ หากสงสัยให้โทรสอบถามที่สายด่วน 191 หรือ 1599



