ปอ.ท.จับกุมเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลงทุน เงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้าน
ปอ.ท.จับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์หลอกลงทุน เงินหมุนเวียน 100 ล้าน

ตำรวจสอบสวนกลาง (ปอท.) นำกำลังบุกจับกุมเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่หลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนผ่านแอปพลิเคชันปลอม โดยมีเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 100 ล้านบาท การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีผู้เสียหายแจ้งความร้องเรียนจำนวนมาก

รายละเอียดการจับกุม

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 5 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 12 ราย ประกอบด้วยชาวจีน 8 คน และชาวไทย 4 คน พร้อมของกลางเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก

พฤติกรรมของเครือข่าย

กลุ่มผู้ต้องหามีพฤติกรรมสร้างแอปพลิเคชันเทรดหุ้นและคริปโทเคอร์เรนซีปลอม โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สร้างกราฟราคาให้ดูน่าเชื่อถือ จากนั้นจึงชักชวนเหยื่อให้ลงทุนผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว เมื่อเหยื่อโอนเงินแล้ว ระบบจะแสดงผลกำไรปลอมเพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและลงทุนเพิ่ม แต่เมื่อเหยื่อต้องการถอนเงินกลับถูกบ่ายเบี่ยงและไม่สามารถติดต่อได้อีก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • เหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวไทยและชาวต่างชาติที่สนใจลงทุน
  • มีผู้เสียหายกว่า 200 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 100 ล้านบาท
  • กลุ่มผู้ต้องหามีสายสัมพันธ์กับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

การดำเนินคดี

พ.ต.อ. ธีรศักดิ์ สุขสกุลชัย รองผู้บังคับการ ปอท. เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีอัตราโทษสูง เจ้าหน้าที่จะขยายผลต่อไปเพื่อติดตามผู้ร่วมขบวนการที่ยังหลบหนี

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออายัดบัญชีธนาคารและทรัพย์สินของกลุ่มผู้ต้องหา เพื่อนำมาชดใช้ให้กับผู้เสียหายต่อไป

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่

พ.ต.อ. ธีรศักดิ์ กล่าวเตือนประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ ควรตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือแอปพลิเคชันให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุน หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน ปอท. 1441

การกระทำของกลุ่มผู้ต้องหาสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งขอให้ประชาชนร่วมมือกันแจ้งเบาะแสเพื่อป้องกันอาชญากรรมรูปแบบนี้ในอนาคต