เปลี่ยนน้ำมันเครื่องใช้แล้วเป็นทรัพยากรล้ำค่าด้วยเทคโนโลยี RRBO
เปลี่ยนน้ำมันเครื่องใช้แล้วเป็นทรัพยากรล้ำค่าด้วย RRBO

เมื่อน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วไม่ใช่ของเสีย จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมน้ำมันหล่อลื่นสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่จากการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ทั้งจากนโยบายภาครัฐ มาตรการทางการค้า และความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องทบทวน “วิธีคิด” ในการใช้ทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจและกำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ คือการเปลี่ยนมุมมองต่อ “ของเสีย” โดยเฉพาะ “น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว” ที่ในอดีตมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มของเสียอันตรายที่ต้องทำลาย หรือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงเกรดต่ำ แต่ในวันนี้ เทคโนโลยีได้เปิดโอกาสให้สามารถนำทรัพยากรเหล่านี้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า “น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกลั่นใช้ใหม่” หรือ “Re-refined Base Oil” (RRBO)

Re-refined Base Oil หรือ RRBO คืออะไร

Re-refined Base Oil หรือ RRBO น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกลั่นใช้ใหม่ คือ นวัตกรรมฝั่งสารหล่อลื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและกำลังเป็นเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก นำสารหล่อลื่นใช้แล้วมากรองเศษสกปรกแบบ Re-conditioned แล้วเข้าสู่กระบวนการทางเคมีและวิศวกรรมขั้นสูง เพื่อรีไซเคิลกลับมาเป็นน้ำมันหล่อลื่นบริสุทธิ์เทียบเท่าน้ำมันใหม่

รายละเอียดเชิงลึกทางเทคนิค

1. กระบวนการผลิต (The Re-Refining Process)

การจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องดำ ๆ ที่ถ่ายทิ้งจากเครื่องยนต์ (Used Motor Oil) ให้กลับมาใสบริสุทธิ์เหมือนเดิม ต้องผ่านเทคโนโลยีโรงกลั่นขนาดใหญ่หลายขั้นตอน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • Dehydration (การไล่ความชื้น): ต้มเพื่อดักแยกน้ำและน้ำมันเชื้อเพลิง (เช่น เบนซินหรือดีเซลที่ปนเปื้อนมาจากการจุดระเบิด) ออกไปก่อน
  • Vacuum Distillation (การกลั่นลำดับส่วนในระบบสุญญากาศ): สารหล่อลื่นใช้แล้วจะถูกกลั่นแยกตามอุณหภูมิ เพื่อแบ่งเกรดความหนืด (Viscosity Cuts) ออกเป็นส่วน ๆ และแยกสารเพิ่มคุณภาพ (Additives) ที่เสื่อมสภาพรวมถึงเขม่าดำที่ตกค้างออกไป
  • Hydrotreatment (การปรับปรุงคุณภาพด้วยไฮโดรเจน): หัวใจสำคัญ โดยการใช้ก๊าซไฮโดรเจนภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูง ร่วมกับสารเร่งปฏิกิริยา (Catalyst) เพื่อกำจัดสารซัลเฟอร์ (กำมะถัน), คลอรีน, สารประกอบอะโรมาติก และโลหะหนัก ให้หลุดออกไปทั้งหมด

ผลลัพธ์ ได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน (Base Oil) ที่ใส บริสุทธิ์ มีโมเลกุลที่เสถียร พร้อมสำหรับการนำไปผสมสารเพิ่มคุณภาพ (Additives) ใหม่ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นน้ำมันเครื่องพร้อมใช้งาน

มาตรฐานและเกรดที่ได้ (API Base Oil Groups)

ในอดีต เทคโนโลยีเก่าอาจทำ RRBO ได้แค่ Group I แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยี Hydrotreatment ขั้นสูงในอุตสาหกรรมยุค 2026 สามารถกลั่น RRBO ให้ออกมาเป็นน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานคุณภาพสูงในระดับ Group II และ Group II+ ได้อย่างสบาย ๆ มีคุณสมบัติเด่นคือ

  • มีค่าดัชนีความหนืด (Viscosity Index) ที่สูงและเสถียร
  • ทนต่อปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation Stability) ได้ดีเยี่ยม ไม่เสื่อมสภาพง่ายเมื่อเจอความร้อนจัดในเครื่องยนต์
  • มีปริมาณซัลเฟอร์ต่ำมากตามมาตรฐานสากล

คุณสมบัติทางวิศวกรรม สู้ "น้ำมันกลั่นจากน้ำมันดิบ" (Virgin Base Oil) ได้ไหม?

คุณภาพเทียบเท่า 100%: สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา (API) และผู้ผลิตรถยนต์ระดับสากลให้การรับรองว่า RRBO ที่ผ่านกระบวนการกลั่นที่ได้มาตรฐาน มีคุณสมบัติทางเคมีและกายภาพ "เทียบเท่า" หรือในบางมิติ "ดีกว่า" น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่กลั่นจากน้ำมันดิบโดยตรง (Virgin Base Oil) เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากโมเลกุลของน้ำมันในน้ำมันเครื่องใช้แล้ว ไม่ได้เสื่อมสภาพหรือแตกหัก สิ่งที่เสื่อมสภาพมีเพียงแค่สารเพิ่มคุณภาพ (Additives) เท่านั้น การกลั่นใหม่จึงเป็นการดึงเอาสารแปลกปลอมออกเพื่อคืนความบริสุทธิ์ให้โมเลกุลน้ำมันดั้งเดิม

มิติรักษ์โลก (Sustainability & ESG)

นี่คือเหตุผลที่ค่ายรถยนต์และแบรนด์น้ำมันเครื่องยักษ์ใหญ่ต่างหันมาดัน RRBO เข้าสู่ตลาด

  • ลดการปล่อยคาร์บอน (Carbon Footprint): กระบวนการผลิต RRBO ใช้พลังงานน้อยกว่าการขุดเจาะและกลั่นน้ำมันดิบจากธรรมชาติถึง 50 - 80% ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): เปลี่ยนจากการปล่อยน้ำมันเครื่องใช้แล้วทิ้ง ซึ่งเสี่ยงต่อการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและชั้นดิน ให้กลับมาเวียนว่ายตายเกิดเป็นน้ำมันเครื่องในระบบได้ไม่รู้จบ

แบรนด์น้ำมันเครื่องระดับโลกหลายค่ายเริ่มออกผลิตภัณฑ์ที่ระบุชัดเจนว่าใช้ RRBO ผสมในสัดส่วน 25% ไปจนถึง 50% แล้ว โดยเคลมมาตรฐานสูงสุดอย่าง API SP หรือ ACEA ได้เหมือนเดิม ถือเป็นอีกหนึ่งพาร์ทวิศวกรรมเคมีที่เข้ามาช่วยอุ้มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ให้มีข้ออ้างในการรักษ์โลกและสู้กับกระแส EV ได้ในยุคนี้

จาก “รีไซเคิล” สู่ “Upcycling” ชุบชีวิตน้ำมันหล่อลื่นเก่า คุณภาพเทียบเท่าของใหม่

RRBO ไม่ใช่เพียงการรีไซเคิลในความหมายเดิม แต่เป็นการยกระดับคุณภาพของทรัพยากร (Upcycling) โดยการนำน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้แล้วผ่านมาตรการคัดแยก นำเข้าสู่กระบวนการกลั่นซ้ำ และปรับปรุงคุณภาพด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อกำจัดสิ่งปนเปื้อน โลหะหนัก และสารเสื่อมสภาพอย่างหมดจด จนสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบต้นน้ำในอุตสาหกรรมได้อีกครั้ง โดยคุณสมบัติของน้ำมันพื้นฐานที่ได้จากการ Re-refining นี้ ในหลายมิติสามารถเทียบเท่ากับน้ำมันพื้นฐานใหม่ (Virgin Base Oil) RRBO ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมวัสดุทางเลือก แต่เป็นส่วนหนึ่งของเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG มากขึ้น รวมถึงการประเมิน CFP (Carbon Footprint of Product) และ CE-CFP (Carbon Footprint of Circular Economy Product) ซึ่งใช้วัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ ภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานจึงต้องปรับตัวสู่การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นบริบทสำคัญที่ทำให้ RRBO มีบทบาทและโอกาสเติบโตในอนาคต

ในบริบทนี้ RRBO จึงไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือ ‘เครื่องมือเชิงกลยุทธ์’ ที่ช่วยให้ภาคธุรกิจลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดการพึ่งพาทรัพยากรใหม่ และตอบโจทย์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในเวลาเดียวกัน

เปิดพิมพ์เขียวประเทศไทย เปลี่ยนขยะเป็นขุมทรัพย์ทางเศรษฐกิจ

สำหรับประเทศไทย นับว่ามีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ จากฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรมและระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง ปัจจุบัน ประเทศไทยมีปริมาณการใช้น้ำมันหล่อลื่นอยู่ที่ประมาณ 682 ล้านลิตรในปี 2568 ซึ่งหมายถึงมีปริมาณน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วในระบบที่รอการบริหารจัดการอย่างถูกต้องเป็นจำนวนมหาศาล ขณะที่ภาพรวมตลาด RRBO ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ในระดับ 3,000–4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 89,000–131,000 ล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า จากแรงหนุนของมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยจะเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่ใช้แล้วทิ้ง ไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างยั่งยืน

PSP ปักธงผู้นำ พลิกบทบาทสู่ผู้บริหารจัดการห่วงโซ่ธุรกิจแบบ Closed-Loop

ในฐานะผู้นำด้านการผลิตน้ำมันหล่อลื่นและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย โดยได้เดินหน้าลงทุนในโครงการ Re-refined Base Oil (RRBO) ผ่านบริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (RE) เพื่อพัฒนาระบบรีไซเคิลน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วให้กลับมาเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงอีกครั้ง สะท้อนบทบาทของ PSP ในฐานะผู้นำการรีไซเคิลน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว และการก้าวสู่การเป็นผู้บริหารจัดการห่วงโซ่ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นแบบ Closed-Loop ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การใช้งาน การรวบรวม และการนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ชูเทคโนโลยีล้ำสมัย ตอบโจทย์ Sustainable Solutions

หัวใจสำคัญของโครงการ RRBO ที่ PSP และ RE กำลังพัฒนา คือการเลือกใช้เทคโนโลยีการกลั่นและการปรับปรุงคุณภาพขั้นสูง มีจุดเด่นในการกำจัดสิ่งเจือปนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ที่ได้จึงมีความบริสุทธิ์ ได้มาตรฐานสากล ทำให้คู่ค้าและผู้ประกอบการมั่นใจได้ว่า สามารถนำไปใช้งานแทนน้ำมันพื้นฐานเดิมได้อย่างปลอดภัย ไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรหรือยานยนต์

ในระยะยาว PSP วางเป้าหมายให้ธุรกิจ RRBO เป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของพอร์ตโฟลิโอ “Sustainable Solutions” ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ตัวบริษัทเอง แต่พร้อมเป็นพันธมิตรที่จะช่วยให้ลูกค้า B2B ของ PSP บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ไปด้วยกัน ท้ายที่สุด การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัยการประสานพลังจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐในการสนับสนุนเชิงนโยบาย ภาคเอกชนในการลงทุนด้านเทคโนโลยี และผู้บริโภคในการร่วมมือคัดแยกของใช้แล้ว หากประเทศไทยสามารถเร่งสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมรีไซเคิลที่ได้มาตรฐานเช่นนี้สำเร็จ เราไม่เพียงแต่จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ยังมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการบริหารจัดการทรัพยากรหมุนเวียนในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

และในวันที่ “ของเสีย” ถูกเปลี่ยนกลับมาเป็น “ทรัพยากรล้ำค่า” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ อุตสาหกรรมไทยก็จะสามารถเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืน