Data Center การลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลที่อาจต้องแลกด้วยน้ำและไฟของประชาชน
Data Center การลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลที่อาจต้องแลกด้วยน้ำ-ไฟ

การแข่งขันดึงดูดการลงทุน Data Center และ AI กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย แต่เบื้องหลังศูนย์ข้อมูลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล คือการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าปริมาณมหาศาล จนหลายประเทศเริ่มตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อชุมชนและความมั่นคงด้านทรัพยากร เมื่อรัฐบาลหลายประเทศเร่งดึงดูดการลงทุนด้าน Data Center และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ ไม่ต่างจากถนน ท่าเรือ สนามบิน หรือระบบไฟฟ้าในอดีต

Data Center โอกาสใหม่ของชาติที่ใช้ทรัพยากรมากกว่าที่คิด

Data Center คือสถานที่ที่ใช้เก็บ ประมวลผล และรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาล ตั้งแต่บริการคลาวด์ อีคอมเมิร์ซ สตรีมมิง วิดีโอคอล ธุรกรรมออนไลน์ ไปจนถึงระบบ AI ที่ผู้คนใช้งานมากขึ้นทุกวัน ในมุมเศรษฐกิจ Data Center ถูกมองว่าเป็นโอกาสใหม่ของหลายประเทศ เพราะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ สร้างรายได้จากภาษี เพิ่มความสามารถด้านดิจิทัล และทำให้ประเทศกลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลของภูมิภาค แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของ Data Center กำลังมาพร้อมคำถามสำคัญที่หลายประเทศเริ่มถกเถียงกันมากขึ้นว่า ศูนย์ข้อมูลเหล่านี้กำลังใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามากเพียงใด และต้นทุนดังกล่าวจะตกอยู่กับใคร เพราะแม้ Data Center จะถูกนำเสนอในภาพของเทคโนโลยีสะอาด ล้ำสมัย และจับต้องไม่ได้ แต่ในความเป็นจริง ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน ระบบสายส่ง โรงไฟฟ้า ระบบหล่อเย็น และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก เพื่อทำให้เซิร์ฟเวอร์หลายหมื่นหรือหลายแสนเครื่องทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศใดจะมี Data Center มากที่สุด แต่คือประเทศนั้นพร้อมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าอย่างเป็นธรรมเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อทรัพยากรเหล่านี้เป็นทรัพยากรเดียวกับที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ไม่ได้ใช้แค่ไฟ แต่ยังใช้น้ำมหาศาล

เมื่อพูดถึง Data Center คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก เพราะเซิร์ฟเวอร์ต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ Data Center จำนวนมากยังใช้น้ำมหาศาลในการระบายความร้อน สาเหตุสำคัญคือ เซิร์ฟเวอร์และชิปประมวลผล โดยเฉพาะชิปที่ใช้กับระบบ AI สร้างความร้อนสูงมาก หากควบคุมอุณหภูมิไม่ได้ อุปกรณ์เหล่านี้อาจทำงานผิดพลาด ประสิทธิภาพลดลง หรือเสียหายได้ ดังนั้น Data Center จึงต้องมีระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ ซึ่งบางแห่งใช้น้ำเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายความร้อน โดยเฉพาะในพื้นที่อากาศร้อน หรือศูนย์ข้อมูลที่มีภาระประมวลผลสูง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เวอริสก์ เมเปิลครอฟต์ บริษัทวิเคราะห์ความเสี่ยงและข่าวกรองธุรกิจ ระบุว่า Data Center ขนาดกลางหนึ่งแห่งใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 1.4 ล้านลิตรต่อวันสำหรับระบบหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์ ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเมื่อสภาพอากาศร้อนขึ้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Data Center ไม่ได้เป็นเพียงอาคารเทคโนโลยีธรรมดา แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติในระดับสูง โดยเฉพาะน้ำจืด ซึ่งหลายพื้นที่ทั่วโลกกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่มีความเปราะบางมากขึ้น ด้านสถาบันศึกษาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน (Environmental and Energy Study Institute หรือ EESI) ระบุว่า Data Center ขนาดใหญ่บางแห่งอาจใช้น้ำได้สูงถึง 5 ล้านแกลลอนต่อวัน หรือราว 18.9 ล้านลิตรต่อวัน เทียบเท่าการใช้น้ำของเมืองขนาด 10,000 - 50,000 คน กล่าวอีกแบบหนึ่ง Data Center ขนาดใหญ่หนึ่งแห่งอาจมีความต้องการใช้น้ำเทียบเท่าชุมชนทั้งเมือง แต่ต่างกันตรงที่ชุมชนใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค เกษตรกรรม และดำรงชีวิต ขณะที่ Data Center ใช้น้ำเพื่อรองรับระบบดิจิทัลและบริการออนไลน์ ประเด็นนี้ทำให้หลายพื้นที่เริ่มตั้งคำถามว่า หากเกิดภัยแล้ง น้ำประปาขาดแคลน หรือแหล่งน้ำมีจำกัด ใครควรได้รับสิทธิใช้น้ำก่อน ระหว่างประชาชน เกษตรกร อุตสาหกรรม หรือศูนย์ข้อมูลที่รองรับเศรษฐกิจดิจิทัล

น้ำที่ใช้อาจไม่ได้มีแค่ "น้ำในอาคาร"

การประเมินการใช้น้ำของ Data Center ยังซับซ้อนกว่าการดูเฉพาะน้ำที่ใช้ในอาคาร Data Center เพราะยังมีการใช้น้ำทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้าด้วย ไฟฟ้าที่ Data Center ใช้จำนวนมากอาจมาจากโรงไฟฟ้าที่ต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิต เช่น โรงไฟฟ้าพลังความร้อน โรงไฟฟ้าก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหินบางประเภท ซึ่งต้องใช้น้ำในการหล่อเย็นระบบผลิตไฟฟ้า หมายความว่า แม้ Data Center บางแห่งจะอ้างว่าใช้น้ำน้อยในตัวอาคาร แต่หากใช้ไฟฟ้าจากระบบผลิตไฟฟ้าที่ใช้น้ำสูง ต้นทุนน้ำโดยรวมก็ยังอาจสูงอยู่ดี นี่คือเหตุผลที่นักวิชาการและองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเสนอว่า การประเมินผลกระทบของ Data Center ต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่มองแค่ตัวอาคารหรือพื้นที่โครงการ เพราะต้องดูตั้งแต่แหล่งน้ำ ระบบประปา แหล่งผลิตไฟฟ้า สายส่งไฟฟ้า โรงไฟฟ้าสำรอง ระบบบำบัดน้ำเสีย ไปจนถึงผลกระทบต่อชุมชนรอบพื้นที่

AI ตัวเร่งการใช้ไฟฟ้าในระดับโลก

นอกจากน้ำแล้ว ไฟฟ้าคือทรัพยากรสำคัญที่สุดของ Data Center สำนักงานพลังงานสากล หรือ IEA ระบุว่า การใช้ไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า แตะระดับประมาณ 945 เทราวัตต์ชั่วโมง ภายในปี 2030 ตัวเลขนี้สูงกว่าการใช้ไฟฟ้าทั้งปีของบางประเทศขนาดใหญ่ และใกล้เคียงกับการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน IEA ระบุว่า AI เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ผลักดันการเพิ่มขึ้นของความต้องการไฟฟ้าใน Data Center เพราะระบบ AI ต้องใช้ชิปประมวลผลเฉพาะทางที่กินพลังงานสูงกว่าการประมวลผลทั่วไป ยิ่งโมเดล AI มีขนาดใหญ่ขึ้น ต้องฝึกด้วยข้อมูลมากขึ้น และมีผู้ใช้งานมากขึ้น Data Center ก็ต้องเพิ่มจำนวนเซิร์ฟเวอร์ เพิ่มกำลังประมวลผล และเพิ่มระบบหล่อเย็นตามไปด้วย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ Data Center ยุค AI แตกต่างจาก Data Center แบบเดิมอย่างชัดเจน เพราะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเก็บข้อมูลหรือประมวลผลบริการออนไลน์ทั่วไป แต่ต้องรองรับงานคำนวณขนาดใหญ่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่ผู้ใช้สั่งให้ AI สร้างภาพ ตอบคำถาม วิเคราะห์ข้อมูล เขียนโค้ด หรือประมวลผลเอกสาร เบื้องหลังคือการใช้พลังงานใน Data Center ซึ่งอาจเกิดขึ้นในอีกเมือง อีกประเทศ หรืออีกทวีปหนึ่ง

เสถียรภาพก็สำคัญ

การเพิ่มขึ้นของ Data Center ไม่ได้หมายถึงการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสร้างโจทย์ใหญ่ให้กับระบบไฟฟ้า เพราะ Data Center ต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูงมาก ศูนย์ข้อมูลไม่สามารถไฟดับได้ง่าย ๆ เพราะหากระบบล่ม อาจกระทบต่อบริการออนไลน์ ธุรกรรมการเงิน ระบบคลาวด์ โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ หรือบริษัทจำนวนมาก ดังนั้น Data Center จึงต้องการไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง และมักต้องมีระบบสำรอง เช่น เครื่องปั่นไฟดีเซล แบตเตอรี่ หรือสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาว เพื่อรับประกันความต่อเนื่องของบริการ ในหลายประเทศ ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ทำให้ต้องเร่งลงทุนโครงข่ายสายส่ง เพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า หรือพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ คำถามสำคัญคือ ต้นทุนของการขยายระบบเหล่านี้จะถูกส่งผ่านไปยังใคร? หากบริษัทเทคโนโลยีเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ปัญหาอาจจำกัดอยู่ในระดับธุรกิจ แต่หากต้นทุนบางส่วนถูกกระจายผ่านค่าไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานของรัฐ หรือเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ประชาชนทั่วไปก็อาจกลายเป็นผู้ร่วมแบกรับต้นทุนทางอ้อมของอุตสาหกรรม Data Center ผ่านค่าไฟ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงทรัพยากรของชุมชน

หลายชุมชนในสหรัฐฯ เริ่มตั้งคำถาม

สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาด Data Center ใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศที่เริ่มเห็นแรงต้านจากชุมชนชัดเจนขึ้น สำนักข่าวเอพีระบุว่า การขยายตัวของ Data Center ในหลายพื้นที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามเรื่องการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ เสียงรบกวน มลพิษ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ชุมชนบางแห่งกังวลว่า Data Center อาจสร้างงานถาวรไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่และทรัพยากรที่ใช้ เพราะหลังการก่อสร้างเสร็จ ศูนย์ข้อมูลจำนวนมากใช้แรงงานประจำไม่มากนัก แต่ยังคงใช้ไฟฟ้าและน้ำต่อเนื่องในระยะยาว อีกประเด็นที่ชุมชนร้องเรียนคือเสียงรบกวนจากระบบทำความเย็น พัดลมขนาดใหญ่ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และอุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานที่ทำงานตลอดเวลา ในพื้นที่อยู่อาศัยใกล้ Data Center ชาวบ้านบางส่วนระบุว่าเสียงรบกวนส่งผลต่อการนอนหลับ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเมื่อศูนย์ข้อมูลตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน บ้านเรือน หรือพื้นที่ชุมชน แม้บริษัทเทคโนโลยีมักชี้ว่า Data Center ช่วยเพิ่มรายได้ภาษีและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ชุมชนจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับคุ้มค่ากับต้นทุนด้านน้ำ ไฟฟ้า เสียง และสิ่งแวดล้อมหรือไม่

ชิลีกังวล Data Center ซ้ำเติมวิกฤตภัยแล้ง

ชิลีเป็นหนึ่งในประเทศที่กำลังผลักดันตัวเองเป็นศูนย์กลาง Data Center ของลาตินอเมริกา แต่ก็เผชิญแรงต่อต้านจากชุมชนและนักสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พื้นที่รอบกรุงซันติอาโก โดยเฉพาะเขตกีลีกูรา ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Data Center จำนวนมาก ถูกวิจารณ์ว่าใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมหาศาลในช่วงที่ประเทศเผชิญภัยแล้งยาวนานมากกว่า 15 ปี ขณะที่ประชาชนกังวลว่าการขยายตัวของศูนย์ข้อมูลจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อแหล่งน้ำใต้ดินและระบบนิเวศในพื้นที่ นอกจากนี้ ศาลสิ่งแวดล้อมของชิลียังเคยสั่งให้มีการทบทวนใบอนุญาตโครงการ Data Center ของ Google ในซันติอาโก โดยให้ประเมินผลกระทบต่อชั้นน้ำใต้ดินและผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพิ่มเติม

ชาวอุรุกวัยประท้วง Google ช่วงวิกฤตน้ำดื่ม

กรณีของอุรุกวัยถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดในวงการสิ่งแวดล้อม ในช่วงที่ประเทศเผชิญภัยแล้งรุนแรงและประชาชนในกรุงมอนเตวิเดโอต้องเผชิญปัญหาน้ำดื่ม โครงการ Data Center ของ Google กลับถูกเปิดเผยว่าอาจต้องใช้น้ำดื่มจากระบบสาธารณะสูงถึง 7.6 ล้านลิตรต่อวัน ทำให้เกิดการประท้วงและแรงกดดันจากภาคประชาชนอย่างหนัก ภายหลัง Google ต้องปรับแบบโครงการใหม่ โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศเพื่อลดการใช้น้ำ หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากชุมชนและนักสิ่งแวดล้อม

ชาวอินเดียกังวลเรื่องน้ำ-พื้นที่เกษตร

อินเดียกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญของการลงทุน Data Center และ AI ระดับโลก แต่หลายโครงการเริ่มเผชิญคำถามจากชุมชนท้องถิ่น รายงานของ Wall Street Journal ระบุว่า โครงการ Data Center ขนาดใหญ่ในเมืองวิศาขาปัตนัม ที่เกี่ยวข้องกับ Google กำลังถูกตั้งคำถามจากประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ การสูญเสียพื้นที่เกษตร และการขาดการรับฟังความคิดเห็นจากชุมชน โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูงอยู่แล้ว

ไอร์แลนด์กังวล Data Center อาจกระทบระบบไฟฟ้า

ไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center สำคัญของยุโรป โดยเฉพาะในกรุงดับลิน อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Data Center ทำให้เกิดข้อกังวลด้านพลังงานในระดับประเทศ เพราะความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลเพิ่มขึ้นจนหน่วยงานกำกับดูแลและนักวิชาการเริ่มตั้งคำถามว่าโครงข่ายไฟฟ้าจะรองรับได้หรือไม่ นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่าไอร์แลนด์กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาของประเทศที่การเติบโตทางดิจิทัลแซงหน้าการวางแผนพลังงาน ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงด้านพลังงาน ต้นทุนค่าไฟ และเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

ชุมชนเนเธอร์แลนด์กังวลการใช้ที่ดิน-พลังงาน

เนเธอร์แลนด์เคยเป็นหนึ่งในประเทศยุโรปที่ดึงดูด Data Center จำนวนมากจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่การขยายตัวของโครงการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะประเภท Hyperscale Data Center ทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องการใช้ที่ดิน พลังงาน และทรัพยากรน้ำ งานศึกษาที่รวบรวมกรณีความขัดแย้งด้าน Data Center ในหลายประเทศ รวมถึงเนเธอร์แลนด์ พบว่าประชาชนจำนวนหนึ่งมองว่า Data Center ใช้พื้นที่และพลังงานจำนวนมหาศาล แต่สร้างประโยชน์ต่อชุมชนในระดับจำกัดเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น จนในบางช่วง รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ต้องชะลอการอนุมัติโครงการ Hyperscale Data Center ใหม่ เพื่อทบทวนผลกระทบต่อการใช้ที่ดินและระบบพลังงานของประเทศ

นักลงทุนเริ่มกดดันบิ๊กเทคเปิดข้อมูลการใช้น้ำ-ไฟฟ้าใน Data Center

ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงข้อกังวลของชาวบ้านหรือกลุ่มสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เริ่มกลายเป็นประเด็นสำหรับนักลงทุนด้วย โดยรอยเตอร์สรายงานว่า นักลงทุนบางส่วนเริ่มกดดันบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Amazon Microsoft และ Google ให้เปิดเผยข้อมูลการใช้น้ำและไฟฟ้าของ Data Center อย่างละเอียดมากขึ้น สาเหตุคือ การใช้น้ำและไฟฟ้าของ Data Center ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจหาก Data Center ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ ค่าไฟสูง หรือชุมชนต่อต้าน โครงการอาจล่าช้า ถูกตรวจสอบมากขึ้น หรือเผชิญต้นทุนเพิ่มขึ้นในอนาคต รอยเตอร์ส ยังระบุว่า Data Center ในอเมริกาเหนือใช้น้ำรวมกันเกือบ 1 ล้านล้านลิตรในปี 2025 ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับความต้องการใช้น้ำทั้งปีของนครนิวยอร์ก ตัวเลขนี้ทำให้นักลงทุนต้องการเห็นความโปร่งใสมากขึ้นว่า บริษัทเทคโนโลยีใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าอย่างไร มีแผนลดผลกระทบหรือไม่ และมีความเสี่ยงต่อชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมมากเพียงใด

เทคโนโลยีช่วยลดผลกระทบได้ แต่อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากพยายามลดผลกระทบจาก Data Center ผ่านหลายแนวทาง เช่น ใช้พลังงานหมุนเวียน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ใช้ระบบหล่อเย็นแบบปิด ใช้น้ำรีไซเคิล หรือเลือกตั้งศูนย์ข้อมูลในพื้นที่อากาศเย็นเพื่อลดภาระระบบทำความเย็น บางบริษัทตั้งเป้า "ใช้น้ำเป็นบวก" หรือการคืน หรือชดเชยน้ำให้ธรรมชาติมากกว่าปริมาณที่ใช้ อย่างไรก็ตาม นักสิ่งแวดล้อมและนักวิชาการจำนวนหนึ่งชี้ว่า เป้าหมายเหล่านี้ต้องตรวจสอบได้จริง เพราะการชดเชยน้ำหรือพลังงานในภาพรวม อาจไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ Data Center ตั้งอยู่โดยตรง เช่น หาก Data Center ใช้น้ำในพื้นที่แห้งแล้ง แต่ไปชดเชยน้ำในพื้นที่อื่น ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจริงอาจยังเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำอยู่ เช่นเดียวกับการใช้พลังงานหมุนเวียน หากบริษัททำสัญญาซื้อไฟฟ้าสะอาดในภาพรวม แต่ระบบไฟฟ้าในพื้นที่ยังต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซหรือดีเซลเพื่อรองรับโหลดของ Data Center ผลกระทบต่อระบบพลังงานท้องถิ่นก็ยังอาจเกิดขึ้น ดังนั้น การประเมินความยั่งยืนของ Data Center จึงต้องลงลึกถึงระดับพื้นที่ ไม่ใช่ดูเพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมในรายงานประจำปีของบริษัท

โอกาสทางเศรษฐกิจที่มาพร้อมต้นทุนสาธารณะ

ฝ่ายสนับสนุน Data Center มักชี้ว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานจำเป็นของเศรษฐกิจยุคใหม่ เพราะทุกภาคส่วนตั้งแต่การเงิน การแพทย์ การศึกษา การขนส่ง อุตสาหกรรม ไปจนถึงบริการภาครัฐ ล้วนต้องพึ่งพาข้อมูลและระบบคลาวด์ ประเทศที่มี Data Center มากและมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลแข็งแกร่ง ย่อมมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ฟินเทค อีคอมเมิร์ซ และบริการดิจิทัลอื่น ๆ ในมุมนี้ Data Center จึงไม่ใช่สิ่งที่ควรปฏิเสธโดยสิ้นเชิง แต่ประเด็นสำคัญคือ การพัฒนา Data Center ต้องไม่ทำให้ประชาชนกลายเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุน โดยไม่มีข้อมูล ไม่มีส่วนร่วม และไม่ได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม หากรัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี อำนวยความสะดวกด้านที่ดิน จัดหาไฟฟ้า จัดสรรน้ำ หรือขยายโครงข่ายให้โครงการ Data Center คำถามที่ต้องตอบคือ ประชาชนจะได้อะไรกลับมา ได้งานมากพอหรือไม่ ได้รายได้ภาษีคุ้มค่าหรือไม่ ค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ น้ำในพื้นที่จะเพียงพอสำหรับชุมชน เกษตรกรรม และอุตสาหกรรมอื่นหรือไม่ และหากเกิดภาวะขาดแคลน ทรัพยากรจะถูกจัดสรรอย่างไร

ที่มา: The Guardian (1) (2) / Business Insider / Reuters / Wall Street Journal / Tech Policy / tom’s HARDWAERE / Stanford University / The Times / Associated Press / Verisk Maplecroft / Lincoln Institute of Land Policy / World Resources Institute / Data Center Dynamics