กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรเสนอ 5 แนวทางปฏิรูป ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานโลก
5 แนวทางปฏิรูปสมุนไพรไทย ยกระดับสู่มาตรฐานโลก (13.02.2026)

กลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรเสนอ 5 แนวทางปฏิรูป ยกระดับสมุนไพรไทยสู่มาตรฐานโลก

นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพร ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการเลือกตั้งและความคาดหวังจากรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยว่า จากประสบการณ์การเข้าร่วมประชุมเชิงนโยบายด้านสมุนไพรทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เห็นชัดเจนว่าทิศทางสมุนไพรไทยต้องเปลี่ยนจากการพัฒนาแบบกระจัดกระจายไปสู่การพัฒนาเชิงระบบ (Ecosystem-based Development) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเรื่องอุตสาหกรรมสมุนไพรถือเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศที่อยากให้รัฐบาลเข้ามาผลักดัน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทั้งภาคเกษตรกรที่เป็นผู้ปลูกสมุนไพร โรงงานผลิต และเจ้าของแบรนด์

หากสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จะเกิดประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบที่มีจำนวนคนในวงการสมุนไพรไทย ทั้งภาคเกษตรกรซึ่งถือว่าเป็นคนต้นน้ำ โดยมีเกษตรกรไทยที่ลงทะเบียนปลูกพืชสมุนไพรและพืชเฉพาะทาง รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนประมาณ 1.5 - 2 ล้านครัวเรือน คิดเฉลี่ยครอบครัวละ 3 คน กลุ่มนี้จะมีจำนวนคนราว 5-6 ล้านคน ส่วนภาค SME และผู้ผลิตซึ่งเป็นกลางน้ำ กลุ่มนี้จะประกอบด้วยกลุ่มโรงงานสกัด ผู้ผลิตยาแผนโบราณ และโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) ที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและ อย. มีอยู่ประมาณ 10,000 - 15,000 ราย ซึ่งมีการจ้างงานรวมๆ อีกหลายแสนตำแหน่ง

และกลุ่มสุดท้ายคือเจ้าของแบรนด์และผู้ค้าถือว่าเป็นกลุ่มปลายน้ำ ซึ่งจะรวมกลุ่มแม่ค้าออนไลน์ เจ้าของแบรนด์สกินแคร์ อาหารเสริม และร้านขายยาสมุนไพร/สปา มีอีกประมาณ 300,000 - 500,000 ราย โดยหากประเมินรวมผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่ทั้งหมด คาดว่ามีจำนวนคนในอุตสาหกรรมสมุนไพรไม่ต่ำกว่า 7 - 8 ล้านคน ดังนั้นอุตสาหกรรมสมุนไพรจึงสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมาก และหากรัฐบาลใหม่สามารถปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ก็จะส่งผลต่อการเติบโตของ GDP และการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ

5 แกนหลักปฏิรูปอุตสาหกรรมสมุนไพร

ทางกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรของ ส.อ.ท. มีแนวทางเสนอแนะรัฐบาลให้ปฏิรูปอุตสาหกรรมสมุนไพรสู่ 5 แกนหลัก ดังนี้

  1. สนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ปัญหาสำคัญคือสมุนไพรไทยยังขาดหลักฐานทางคลินิก (Clinical evidence) และ "ข้อมูลดิบ" ที่เก็บรวบรวมจากการใช้ยาหรือการรักษาในชีวิตประจำวัน (real-world data) ที่เพียงพอเพื่อให้สมุนไพรสามารถขยายไปสู่ระบบการรักษามาตรฐาน และสะดวกในการทำงานของแพทย์ เภสัชกร และตลาดโลกด้วยมาตรฐานเดียวกัน
  2. ยกระดับมาตรฐานการผลิต ตั้งแต่ไร่ปลูกสมุนไพร โรงงานผลิต จนถึงการขนส่งสู่ผู้บริโภคต้องได้มาตรฐานระดับสากล ผู้บริโภคจากการประชุมกับภาคอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกเห็นตรงกันว่าตลาดโลกให้ความสำคัญกับมาตรฐานการผลิตที่ปราศจากสารปนเปื้อนอย่างเข้มงวด ดังนั้นการเร่งยกระดับมาตรฐาน GMP กับโรงงานสำหรับผลิตภัณฑ์ด้านสมุนไพร รวมถึงเพิ่มศูนย์ฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อในสมุนไพรจึงมีความจำเป็นอย่างมาก
  3. เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เช่น tele pharmacy ปรึกษาเภสัชกรแผนไทย และซื้อยาสมุนไพรผ่านตู้ยาอัตโนมัติที่สามารถจำหน่ายและปรึกษาผ่านระบบออนไลน์ได้แบบ One stop service
  4. ผลักดันเรื่องแบรนดิ้ง เพื่อเปลี่ยนจากยาหม้อสู่ "Luxury Wellness" เปลี่ยนภาพลักษณ์สมุนไพรไทยที่ดูโบราณให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมระดับโลก ด้วยการออกนโยบายส่งเสริมให้โรงพยาบาลที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการรักษาของต่างชาติร่วมกับภาคการผลิตสมุนไพรในการออกผลิตภัณฑ์เฉพาะด้านของแต่ละโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลด้านผิวหนังร่วมกับแบรนด์สปาชั้นนำของไทยออกผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกัน เป็นต้น
  5. ผลักดันเรื่องซอฟต์เพาเวอร์อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น การคิดค้นสูตรสมุนไพรเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี รัฐบาลออกใบรับรองมาตรฐานเพื่อโปรโมตให้นักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทยต้องได้ลองสมุนไพรสูตรนายกฯ หากไม่ได้ลองแปลว่ายังมาไม่ถึง

ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมสมุนไพรกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันสมุนไพรที่ไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์จะไปได้ไกลแค่ตลาดความเชื่อ แต่ถ้ามีข้อมูลจะไปได้ถึงระบบสาธารณสุข หากประเทศไทยสามารถยกระดับไปสู่ 5 แกนดังกล่าว ผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมสมุนไพรซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของประเทศก็จะมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น