ไคลก้า (Klyka) สตาร์ทอัพ MedTech สัญชาติไทย ร่วมมือกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) และเครือข่ายสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดตัวโครงการพัฒนานวัตกรรมคัดกรองสุขภาพตาแบบครบวงจรสำหรับเด็กไทย โดยผสานซอฟต์แวร์และเครื่องมือคัดกรองแบบพกพา เพื่อรับมือปัญหาสายตาที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการและอนาคตของเด็กอย่างทันท่วงที
จุดเริ่มต้นของโครงการ
แพทย์หญิงกัญชลิกา เสถียรวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไคลก้า จำกัด และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจักษุ กล่าวถึงปัญหาในปัจจุบันว่า จำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการขนย้ายเครื่องมือแพทย์ และค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัวในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ปัญหาสายตาและตาเหล่ของเด็กตรวจพบล่าช้าเกินไปจนพลาดช่วงเวลาทองของพัฒนาการทางสมองและการเรียนรู้ ซึ่งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ การประเมินสายตาเด็กยังมีอุปสรรคคือ เด็กมักอยู่นิ่งไม่ได้ กลัวการตรวจ หรือยังอ่านตัวเลขไม่ได้ ทำให้ผลประเมินคลาดเคลื่อน
ไคลก้าจึงพัฒนาระบบคัดกรองแบบครบวงจรที่ผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์แบบพกพา ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึมที่ทำงานบนรากฐานของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นสูง และการตรวจทานผลจากจักษุแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรองเบื้องต้น
การสนับสนุนจากภาครัฐ
นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านการมองเห็นเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กไทยทุกคนควรสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ การผลักดันนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาสำหรับเด็กเล็กจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เทคโนโลยีกระจายสู่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้น้อย
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิตเด็กไทย ในสถานการณ์ที่เด็กเกิดน้อยลง การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยข้อมูลในอดีตพบว่าเด็กที่เข้าโรงเรียนประมาณร้อยละ 12 มีปัญหาด้านสายตา ทั้งสายตาสั้น เอียง ยาว และภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในอนาคต
การยกระดับการเข้าถึงบริการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ เนื่องจากงบประมาณจำกัด ทุกนโยบายต้องผ่านการพิสูจน์ความคุ้มค่าก่อนบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง และการอุดช่องว่างด้วยงานวิจัยที่คิดครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาจนถึงการนำไปใช้ประโยชน์จริง
นวัตกรรมของไคลก้า
โปรเจกต์ต้นแบบของไคลก้าได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดระบบประเมินสุขภาพตาแบบพกพาและครบวงจร ที่ออกแบบเชิงโต้ตอบและเป็นมิตรกับเด็ก (Portable Closed-Loop Interactive Child-Friendly Vision Check System) เพื่ออุดช่องโหว่ของระบบคัดกรองแบบเดิม ประกอบด้วย:
- ต้นแบบเครื่องประเมินสายตาอัตโนมัติแบบพกพา (Hardware): พัฒนาร่วมกับ NARIT ออกแบบสำหรับการใช้งานนอกสถานที่ มีระบบป้องกันมือสั่นและนวัตกรรมพรางตาเพื่อลดการเพ่งของเด็ก
- ชุดตรวจตาพกพาพร้อมซอฟต์แวร์คัดกรองสุขภาพตาสำหรับเด็ก (Klyka Vision Suite): แอปพลิเคชันเชิงโต้ตอบในรูปแบบเกมที่ดึงดูดความสนใจให้เด็กรู้สึกสนุกและผ่อนคลาย ปรับความยากง่ายอัตโนมัติ
ทั้งหมดนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรองเบื้องต้น
ความร่วมมือกับ NARIT
ผศ.ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) กล่าวถึงความร่วมมือว่า NARIT เป็นผู้ทำวิจัยหลักด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ โดยทีมนักวิจัยและวิศวกรจากศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ดูแลการออกแบบ พัฒนา และทดสอบระบบทัศนศาสตร์ทั้งหมด รวมถึงระบบการประมวลผลและการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพา เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสูง ถือเป็นการประยุกต์ใช้ความสามารถจากงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นแนวหน้าสู่การสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สอดคล้องกับแนวคิด Astronomy+ หรือการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยดาราศาสตร์สู่เศรษฐกิจและสังคม
การขยายสู่กลุ่มผู้สูงอายุและเป้าหมายในอนาคต
เพื่อยกระดับการดูแลให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ไคลก้าได้ขยายการพัฒนานวัตกรรมสู่กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงซอฟต์แวร์ประเมินสายตายาวตามวัยที่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับ โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ NARIT ด้านเทคโนโลยี สวรส. ด้านทุนวิจัยเชิงนโยบาย และสถาบันการแพทย์ชั้นนำที่ร่วมเก็บข้อมูลทางคลินิกเพื่อสร้างมาตรฐานและความแม่นยำสูงสุด
เป้าหมายสำคัญคือการเปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินสุขภาพตาเบื้องต้น 'Klyka Vision Suite' สู่ตลาดภายในปี 2569 แพทย์หญิงกัญชลิกากล่าวสรุปว่า โครงการนี้ไม่เพียงช่วยสนับสนุนนโยบายการทดแทนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูง แต่ยังสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย



