ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B หรือ HBV) เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและมะเร็งตับในประเทศไทย โดยเฉพาะในผู้ที่มีการติดเชื้อเรื้อรัง แนะนำให้ตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีนป้องกัน
ไวรัสตับอักเสบบีคืออะไร
ไวรัสตับอักเสบบีเป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ โดยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำลายเซลล์ตับ หากติดเชื้อนานเกิน 6 เดือน จะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งนำไปสู่พังผืด ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด ในไทยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับประมาณ 90% มีประวัติติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมาก่อน
ช่องทางการติดต่อ
- จากแม่สู่ลูก: พบบ่อยในไทย โดยเฉพาะระหว่างคลอด ควรตรวจเลือดมารดาขณะฝากครรภ์ และให้วัคซีนและอิมมูโนโกลบูลินแก่ทารกแรกเกิด
- ทางเลือด: ปัจจุบันพบน้อยลงเนื่องจากมีการตรวจเลือดก่อนให้ผู้ป่วย
- ทางเพศสัมพันธ์: โอกาสติดเชื้อสูงถึง 30-50%
- การใช้ของปนเปื้อนเลือดร่วมกัน: เช่น เข็มฉีดยา มีดโกน แปรงสีฟัน การสัก
อาการของโรค
ผู้ป่วยเด็กประมาณ 10% และผู้ใหญ่ 30-50% จะมีอาการในระยะเฉียบพลันภายใน 1-3 เดือนแรก เช่น เบื่ออาหาร ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม อาการมักหายได้เอง แต่หากเป็นเรื้อรังอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการตาเหลือง ท้องโต เลือดออกในทางเดินอาหาร ซึม หมดสติ และเสียชีวิตจากตับวาย
การรักษา
การรักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังสามารถยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส ลดการอักเสบ ชะลอการดำเนินโรคสู่ตับแข็งหรือมะเร็งตับ และลดพังผืดในตับได้ โดยแพทย์จะพิจารณารักษาเฉพาะผู้ที่มีการแบ่งตัวของไวรัสร่วมกับมีการอักเสบของตับ
วิธีการรักษา
- ยาชนิดรับประทาน: ยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส
- ยาฉีดเพ็กไกเลดเตด อินเตอร์เฟียรอน: กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ใช้เวลา 48 สัปดาห์ ได้ผลตอบสนองระยะยาว 33-40% หลังหยุดยา 6 เดือน และเพิ่มขึ้นอีก 14% หลัง 1 ปี โอกาสกลับเป็นซ้ำน้อย
ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเอง และต้องเฝ้าติดตามเพื่อเฝ้าระวังมะเร็งตับ
การป้องกัน
การฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเป็นวิธีที่ดีที่สุด ปัจจุบันมีวัคซีนรวมป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบีในเข็มเดียว ควรปรึกษาแพทย์หรือโรงพยาบาลเพื่อรับวัคซีน
ข้อมูลจาก: โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท



