วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึงภาคเกษตรกรรมของอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ได้สร้างความไม่แน่นอนให้กับห่วงโซ่อุปทานของปุ๋ยเคมีทั่วโลก เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญในการขนส่งน้ำมันและปุ๋ยเคมี โดยหนึ่งในสามของการค้าปุ๋ยทางทะเลของโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ การหยุดชะงักของการขนส่งทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาอาหารมีความผันผวน และกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศในอาเซียน
โครงสร้างการนำเข้าปุ๋ยของอาเซียน
อาเซียนยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากนอกภูมิภาคในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 82 โดยประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เนื่องจากไม่มีวัตถุดิบต้นน้ำสำหรับผลิตแม่ปุ๋ย จึงต้องนำเข้าเป็นหลัก ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงศรีระบุว่าปุ๋ยที่นำเข้าส่วนใหญ่เป็นแม่ปุ๋ยประมาณร้อยละ 66 และปุ๋ยสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูปอีกร้อยละ 34 ซึ่งใช้เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศเป็นหลัก โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ราคาปุ๋ยในไทยอ่อนไหวต่อความผันผวนของตลาดโลกอย่างมาก ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาและเมียนมาก็ประสบปัญหาคล้ายกัน เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตปุ๋ยภายในประเทศจำกัดและต้องพึ่งพาการนำเข้าเกือบทั้งหมด สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอาเซียนต่อความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยโลก
ช่วงเวลาวิกฤตของการเพาะปลูก
ความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อพิจารณาถึงช่วงเวลาการใช้ปุ๋ยของภาคเกษตรในอาเซียน การวิเคราะห์โดย S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) มหาวิทยาลัย Nanyang Technological สิงคโปร์ ชี้ให้เห็นว่าเดือนมีนาคมเป็นช่วงสำคัญของการเพาะปลูก โดยเฉพาะข้าวที่อยู่ในระยะที่ต้องใช้ปุ๋ย นอกจากนี้ พืชอื่นที่มีความเสี่ยง ได้แก่ ข้าวโพดในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ถั่วเหลืองในอินโดนีเซียและเวียดนาม และอ้อยในฟิลิปปินส์และไทย ต่อเนื่องถึงเดือนเมษายน ความเสี่ยงยังคงขยายตัวครอบคลุมพืชหลักหลายชนิดในหลายประเทศอาเซียน การหยุดชะงักของการนำเข้าปุ๋ยในช่วงเวลานี้จะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง เนื่องจากเกษตรกรอาจลดการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตในรอบถัดไป
ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการค้า
ผลกระทบจากวิกฤตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผลผลิตที่ลดลง แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าสินค้าเกษตรของอาเซียนอีกด้วย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์โลก อาเซียนจำเป็นต้องหาแนวทางรับมือทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
แนวทางแก้ไขในระยะสั้นและระยะยาว
ในระยะสั้น ประเทศสมาชิกอาเซียนควรกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยเคมีไปยังประเทศคู่ค้าใหม่มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนและความผันผวนของราคา ในระยะยาว จำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้ปุ๋ยเคมีควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยการส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมเพื่อลดการใช้เกินความจำเป็น รวมถึงการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ย การพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยชีวภาพมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาปุ๋ยโลกและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับภาคเกษตรกรรมของอาเซียนในระยะยาว



