ttb เปิดกลยุทธ์ปี 2569 ยกระดับ 3+ ดัน SME และ AI เจาะกลุ่ม Wealth สู้เศรษฐกิจผันผวน
ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb ได้เปิดเผยทิศทางกลยุทธ์ดำเนินงานในปี 2569 ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากความไม่สงบในต่างประเทศ การเมืองระหว่างขั้วอำนาจใหญ่ ความขัดแย้งระดับภูมิภาค และความไม่แน่นอนภายในประเทศ โดยนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัยที่ฉุดรั้งแรงขับเคลื่อนการเติบโต และปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่ทำให้สัดส่วนผู้สามารถกู้ลดลง
ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบและการเข้ามาของ Virtual Bank ประกอบกับปัจจัยที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ อย่างภาษีสหรัฐฯ และราคาน้ำมันจากสงครามตะวันออกกลางที่เสี่ยงดันเงินเฟ้อ ทำให้ระบบการเงินไทยต้องเร่งปรับตัว ซึ่งความท้าทายเหล่านี้สะท้อนว่าระบบการเงินไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ดังนั้น ttb จึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อทำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
กลยุทธ์ ยกระดับ 3+ มุ่งเน้น SME และ Wealth
กลยุทธ์ดังกล่าวจะเน้น "ยกระดับ 3+" ได้แก่
- ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนลูกค้า ด้วยการใช้ระบบคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรม ช่วยให้ลูกค้ามีวินัยได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม และช่วย SME ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ควบคู่กับการสนับสนุนมาตรการภาครัฐ
- ยกระดับการเติบโตในธุรกิจที่เชี่ยวชาญ โดยตั้งเป้าเน้นสร้างการเติบโตในกลุ่มมนุษย์เงินเดือนและลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่ขยายตัวเร็ว
- ยกระดับด้านดิจิทัล ใช้ Data และ AI เป็นเครื่องมือหลักในการให้บริการทางการเงินที่สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคล
สำหรับประเด็นสงครามในตะวันออกกลาง ธนาคารได้ติดตามอย่างใกล้ชิดและพร้อมปรับกรอบเป้าหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ทิศทางสินเชื่อ SME และ ROE ในอนาคต
โดยทิศทางสินเชื่อ SME ในปีนี้ นายปิติ ยืนยันเป้าหมายการเติบโตที่ 30% พร้อมระบุว่า จุดมุ่งหมายของ ttb จะไม่เหมือนธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อื่นๆ โดยจะเน้นความสามารถในการทำกำไรผ่าน สินเชื่อบัญชีเดียว และการส่งเสริมให้ SME ลงทุนในเครื่องจักร เพื่อลดผลกระทบด้านภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งปัจจุบันไทยมี SME มากกว่า 3.3 ล้านราย สร้างมูลค่าราว 35% ของ GDP
ในส่วนของอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ท่ามกลางสภาวะปัจจุบัน นายปิติยอมรับว่า วันที่สวยงามที่แบงก์มี ROE สูงถึง 18% นั้นจบลงแล้ว โดยเชื่อว่าในอนาคต ROE ระดับ 10% ต้นๆ ก็ถือว่าดีแล้วภายใต้โมเดลธุรกิจใหม่
ไม่มีแผนตั้ง JV AMC และการซื้อหุ้นคืน
ส่วนประเด็นหนี้เสีย (NPL) ของ SME ที่ตั้งกรอบไว้ 3.2% นายปิติยืนยันว่า ธนาคารไม่มีแผนจัดตั้ง JV AMC หรือขายหนี้ออก เนื่องจากเชื่อมั่นว่าการประคับประคองและช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ให้ไหลไปเป็น NPL เป็นสิ่งสำคัญกว่า เพราะธนาคารยังสามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและรายได้ดอกเบี้ยไว้ได้
"เราเชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เส้น NPL อาจจะดูเหมือนสูงขึ้นบ้างแต่หากไม่มีแรงกระแทกพิเศษเข้ามา สถานการณ์จะเริ่มทรงตัวและปรับตัวลดลง โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีคุณภาพดียังคงมีความต้องการกู้เพื่อลงทุนต่อ ซึ่ง ttb ในฐานะแบงก์ขนาดกลางจะเข้าไปแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มลูกค้าเกรดเอเหล่านี้" นายปิติกล่าว
นอกจากนี้ได้ชี้แจงกรณีเรื่องการลดทุนหรือซื้อหุ้นคืน (Stock Buyback) หลังประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ภายในวงเงินไม่เกิน 9,614 ล้านบาท (ช่วง 20 ก.พ. - 19 ส.ค. 2569) และเตรียมขยายกรอบวงเงินรวมเป็น 35,000 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาโครงการถึงปี 2571 เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) และกำไรต่อหุ้น (EPS) ให้กับผู้ถือหุ้นเพื่อรองรับผลประกอบการระยะยาว
โดยระบุว่า หากธนาคารกำไร 100 บาท มีผู้ถือหุ้น 100 คน ทุกคนจะได้ปันผลคนละ 1 บาท แต่หากธนาคารซื้อหุ้นคืนประมาณ 18% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด จนเหลือผู้ถือหุ้น 82 คน แม้กำไรในอนาคตอาจได้รับผลกระทบบ้างจนเหลือ 80-82 บาท แต่ส่วนแบ่งต่อหุ้น (EPS) จะยังคงอยู่ระดับเดิมหรือดีขึ้น ดังนั้นการซื้อหุ้นคืนจะช่วยรักษาสิทธิและผลตอบแทนของผู้ถือหุ้นให้ไม่ถูกลดทอนลง แม้ในช่วงที่ภาพรวมกำไรอาจไม่เติบโตหวือหวาตามสภาวะเศรษฐกิจ
หนุน ธปท. ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมให้เป็นธรรม
ส่วนความคืบหน้าเรื่องการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมธนาคาร ตามข้อสังเกตของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ขณะนี้สมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างการพูดคุยกับ ธปท. เพื่อวางกรอบใหม่ให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล โดยมีเป้าหมายหลักคือการดูแล คนตัวเล็กและ SME รายย่อยไม่ให้ถูกเอาเปรียบ
นายปิติชี้ให้เห็นว่า ค่าธรรมเนียมหลายอย่างในปัจจุบันอาจดูไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ค่าธรรมเนียมเช็คข้ามเขต ที่คิดตามมูลค่า ทั้งที่ในความเป็นจริง การตรวจสอบลายเซ็นในเช็คใบละหมื่นกับใบละสิบล้านมีขั้นตอนและภาระงานที่เท่ากัน และที่สำคัญต้องขับเคลื่อนประเทศสู่ความโปร่งใส โดยใช้ค่าธรรมเนียมเป็นเครื่องมือผลักดันสังคมไร้เงินสด ซึ่งต้องเอื้อให้ SME หันมาใช้ระบบดิจิทัลได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่การตั้งค่าธรรมเนียมรับชำระผ่าน QR Code จนทำให้ร้านค้าอยากกลับไปใช้เงินสด ซึ่งการใช้เงินสดปริมาณมากนอกจากจะเป็นภาระต้นทุนของประเทศแล้ว ยังเอื้อต่อการทำธุรกิจสีเทาที่ตรวจสอบได้ยาก
ดังนั้น จึงเสนอว่าแนวทางในอนาคตควรชัดเจน ว่าใครที่เป็นผู้สร้างภาระให้กับระบบควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้น เช่น การเบิกถอนเงินสดจำนวนมหาศาล 100 ล้านบาท ซึ่งสร้างภาระในการขนส่งและการจัดการให้กับธนาคาร แทนที่จะโอนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
ในส่วนของค่าธรรมเนียมที่ดูคลุมเครือ เช่น ค่าทวงถามหนี้ในยุคที่ทุกอย่างเป็นระบบดิจิทัลแล้ว หรือค่าธรรมเนียมประเภทอื่น นายปิติ ระบุว่า เป็นเรื่องดีที่ผู้ว่าฯ ธปท. หยิบยกขึ้นมาแก้ปัญหาเพื่อให้เกิดความชัดเจน
"ขอยืนยันว่าค่าธรรมเนียมธนาคารจะไม่ได้หมดไป แต่จะเปลี่ยนไปสู่รูปแบบที่ชัดเจน โปร่งใส และมีจุดประสงค์ที่สำคัญ คือ คนตัวเล็กไม่เดือดร้อน สอดคล้องกับต้นทุนจริง และ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมที่ตรวจสอบได้" นายปิติกล่าว ทิ้งท้าย
ผลประกอบการปี 2568 ใกล้เคียงปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ ttb ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 และรอบ 12 เดือน ปี 2568 เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2569 ว่าธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท ในไตรมาส 4 รวมเป็นกำไรสุทธิสำหรับปี 2568 ที่ 20,639 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2567 ด้านคุณภาพสินทรัพย์ควบคุมได้ดี อัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.87% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และอัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152% ขณะที่แผนการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นและพันธกิจการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืนสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย



