SMEs ไทยเผชิญวิกฤต! หนี้พุ่งแตะ 4.5 ล้านล้านบาท หลังธนาคารปรับขึ้นดอกเบี้ย
SMEs ไทยหนี้พุ่ง 4.5 ล้านล้านบาท หลังดอกเบี้ยปรับขึ้น

SMEs ไทยเผชิญวิกฤตหนี้หนัก หลังดอกเบี้ยปรับขึ้น

วิกฤตหนี้ของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทยกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ หลังธนาคารพาณิชย์หลายแห่งปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่งผลให้หนี้สะสมของกลุ่มธุรกิจนี้พุ่งแตะระดับ 4.5 ล้านล้านบาทแล้ว

สถานการณ์หนี้ที่เลวร้ายลง

ข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่า หนี้ของ SMEs ไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กระทบรายได้และสภาพคล่องของธุรกิจอย่างหนัก ปัจจุบัน หนี้รวมของกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% ของหนี้ภาคธุรกิจทั้งหมดในประเทศ

ปัจจัยหลักที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงคือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารพาณิชย์ได้ทยอยปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับนโยบายการเงินเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจ

วิกฤตหนี้ครั้งนี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับธุรกิจ SMEs หลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากผลกระทบของโควิด-19 หลายธุรกิจรายงานว่ากำลังเผชิญกับปัญหาสภาพคล่องรุนแรง และเสี่ยงต่อการล้มละลายหากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที

นอกจากนี้ วิกฤตดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย เนื่องจาก SMEs เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 99% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงานในประเทศ การที่ธุรกิจเหล่านี้ประสบปัญหาอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง

มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักถึงความรุนแรงของปัญหาและกำลังเร่งหามาตรการช่วยเหลือ โดยมีแนวทางหลักๆ ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • การขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้กับ SMEs ที่ได้รับผลกระทบ
  • การปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ย
  • การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนต่างๆ
  • การส่งเสริมการตลาดและช่องทางการขายเพื่อเพิ่มรายได้

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่า มาตรการเหล่านี้ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้วิกฤตหนี้ลุกลามและกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในวงกว้าง

แนวโน้มในอนาคต

ในระยะสั้น คาดว่าสถานการณ์หนี้ของ SMEs จะยังคงท้าทายต่อไป เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนและแรงกดดันด้านอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับเพิ่มขึ้นอีก ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและป้องกันไม่ให้วิกฤตครั้งนี้ขยายวงกว้างจนควบคุมไม่อยู่

การฟื้นฟู SMEs ไม่เพียงแต่ช่วยธุรกิจเหล่านี้ให้รอดพ้นจากวิกฤต แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว