วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่รุนแรงขึ้นจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและความอยู่รอดของธุรกิจในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตและบริการ
ปัจจัยกดดันหลักที่ SMEs ต้องเผชิญ
จากรายงานล่าสุดพบว่า ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับค่าแรงที่เพิ่มขึ้นและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้หลายธุรกิจต้องแบกรับภาระทางการเงินที่หนักหน่วงมากขึ้น
แนวทางรับมือสำหรับผู้ประกอบการ
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจแนะนำว่า SMEs ควรเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการดำเนินงาน เช่น การใช้ระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนแรงงาน การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น
นอกจากนี้ การหาช่องทางการตลาดออนไลน์และการปรับปรุงการจัดการห่วงโซ่อุปทานก็เป็นกลยุทธ์สำคัญที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการเติบโตได้
บทบาทของภาครัฐและสถาบันการเงิน
ภาครัฐและสถาบันการเงินมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน SMEs ผ่านมาตรการต่างๆ เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การอบรมพัฒนาทักษะดิจิทัล และการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน
ในภาพรวม การปรับตัวและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ SMEs ไทยสามารถฝ่าฟันวิกฤตในครั้งนี้และก้าวไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวได้