ธนาคารไทยเครดิต กางแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งเติบโตอย่างมีคุณภาพ สู่ Digital Core Banking
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ได้แถลงทิศทางธุรกิจสำหรับปี 2569 โดยประกาศเดินหน้ากลยุทธ์ “Quality Growth” เพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน พร้อมวางแผนยกระดับแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ สนับสนุนระบบ “Core Banking - Digital Banking” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสริมศักยภาพในการขยายฐานลูกค้า Micro SMEs และกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบธนาคาร
ผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในปี 2568 สร้างฐานมั่นคง
ธนาคารไทยเครดิต โชว์ผลงานการดำเนินงานในปี 2568 ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีกำไรสุทธิรวมแตะ 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในไตรมาส 4/2568 ทำกำไรได้ 1,175 ล้านบาท เติบโต 15.9% ต่อไตรมาส อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) พุ่งสูงถึง 16.3% ซึ่งถือเป็นระดับที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารไทย
นอกจากนี้ เงินให้สินเชื่อรวมเติบโตสูงถึง 181.9 พันล้านบาท เติบโต 11.5% เมื่อเทียบปีต่อปี และธนาคารยังรักษาระดับอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ได้แข็งแกร่งที่ 7.7% แม้เผชิญสถานการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
กลยุทธ์หลักปี 2569: Quality Growth และ Digital Transformation
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต เปิดเผยว่า ในปี 2569 ธนาคารยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยตั้งเป้าขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อหลักในอัตราเลขสองหลัก (Double Digit) ควบคู่ไปกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด
ภายใต้เสาหลักยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ธนาคารจะเดินหน้ายกระดับ Digital Core Banking เพื่อเสริมศักยภาพให้กลุ่มลูกค้ารายย่อย พร้อมตั้งรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ด้วยการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ SMEs อย่างรัดกุม และรักษาอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ในภาวะดอกเบี้ยขาลง
การลงทุนสำคัญผ่าน 2 แกนหลัก
หัวใจสำคัญในการลงทุนปี 2569 ของธนาคารไทยเครดิต ขับเคลื่อนผ่าน 2 แกนหลัก ดังนี้
- เปิดตัวแพลตฟอร์มใหม่ “alpha SME” ในช่วงไตรมาส 1/2569 เพื่อต่อยอดความสำเร็จจากการย้ายฐานข้อมูลของระบบ Micro Pay สู่แพลตฟอร์มใหม่ที่เสร็จสมบูรณ์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
- วางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยกระดับระบบปฏิบัติการหลักของธนาคาร หรือ “Core Banking” สู่ “Full Digital Banking Platform” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ และปริมาณธุรกรรมที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต
การบริหารความเสี่ยงและความยั่งยืนที่โดดเด่น
ธนาคารไทยเครดิต ได้ดำเนินการเชิงรุกในการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ โดยอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน และด้านคุณภาพสินทรัพย์ (Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ 22.3% เมื่อเทียบปีต่อปี มาอยู่ที่ระดับ 1.83% สะท้อนถึงวินัยในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและการควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากรากฐานที่มั่นคงจากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่มีการกระจายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ โดย ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีฐานลูกค้ารวมกว่า 305,928 ราย ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าหลักอย่าง Micro SME และ Nano/Micro Finance
นอกจากนี้ ธนาคารยังขับเคลื่อนกลยุทธ์ความยั่งยืนผ่านโครงการ “ตังค์โต Know-how” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมทักษะทางการเงินแก่ลูกค้าและประชาชนต่อเนื่องกว่า 9 ปี โดยขยายผลสู่ผู้เข้าร่วมโครงการกว่า 308,782 คน ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงิน และลดอัตราการเกิดหนี้เสีย (NPL) ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
มุ่งมั่นสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ธนาคารไทยเครดิต จะยังคงยึดมั่นในปรัชญา Everyone Matters พร้อมส่งมอบการเติบโตของธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์ Quality Growth เพื่อสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นและยั่งยืนให้กับผู้ถือหุ้น ลูกค้า และสังคม”
ด้วยแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 ที่ชัดเจน ธนาคารไทยเครดิต มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมยกระดับเทคโนโลยีสู่ Digital Core Banking เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล และสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว



