สุกี้ตี๋น้อยเปิดกลยุทธ์ 'ตี๋น้อย PLUS+' สู้สงครามหม้อไฟดุเดือด พร้อมขยายสาขา 60 แห่ง
สุกี้ตี๋น้อยเปิดกลยุทธ์ 'ตี๋น้อย PLUS+' สู้สงครามหม้อไฟดุเดือด

สุกี้ตี๋น้อยเปิดกลยุทธ์ 'ตี๋น้อย PLUS+' สู้สงครามหม้อไฟดุเดือด พร้อมขยายสาขา 60 แห่ง

ในตลาดหม้อไฟที่ยังคงดุเดือดและมีผู้เล่นหน้าใหม่ทยอยลงสนามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันมีแบรนด์สุกี้หม้อไฟในไทยมากกว่า 30-50 แบรนด์ ส่งผลให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สุกี้ตี๋น้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์แรกๆ ของประเทศไทยที่ทำธุรกิจสุกี้ จึงได้เปิดกลยุทธ์ใหม่เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้

โมเดล 'ตี๋น้อย PLUS+' และกลยุทธ์การตลาด

นางสาวนัทธมน พิศาลกิจวนิช ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจร้านอาหาร "สุกี้ตี๋น้อย" เปิดเผยว่า ตลาดสุกี้เติบโตขึ้นอย่างมหาศาล โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดโตขึ้นเฉลี่ยปีละ 11% จากมูลค่า 23,000 ล้านบาท มาเป็น 31,000 ล้านบาทในปัจจุบัน และคาดการณ์ว่าปีนี้จะแตะ 35,000 ล้านบาท

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นความอิ่ม ตอนนี้ต้องการประสบการณ์ที่คุ้มค่ามากขึ้น ส่งผลให้สุกี้ตี๋น้อยต้องปรับกลยุทธ์ โดยในปี 2569 ได้ชูโมเดล "ตี๋น้อย PLUS+" ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในปัจจุบัน โดยคงจุดแข็งด้านราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมเพิ่มคุณภาพและความหลากหลายของเมนู เพื่อสร้างการเติบโตทั้งรายได้และฐานลูกค้าในระยะยาว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นางสาวนัทธมนย้ำว่า ราคาขายหลักร้อยบาทในทุกแบรนด์ของบริษัทยังไม่มีแผนขึ้นราคาทั้งตอนนี้และในอนาคต เพื่อให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่าสูงสุด แม้ภาวะเศรษฐกิจจะส่งผลให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่บริษัทบริหารจัดการซัพพลายเชนล่วงหน้า โดยล็อกคอนแทร็กต์กับซัพพลายเออร์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อซื้อวัตถุดิบในราคาดีที่สุดไว้ระยะยาว 9-12 เดือน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

กลยุทธ์การตลาดแบบมีส่วนร่วมและแผนขยายธุรกิจ

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือ "Involvement Marketing" ซึ่งนำมาใช้เป็นครั้งแรกในวงการร้านอาหาร โดยประกาศยอดขายและจำนวนผู้ใช้บริการรายวันให้ลูกค้ารับรู้ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความผูกพันและให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วมกับแบรนด์

สำหรับแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 42% หรือแตะ 13,000 ล้านบาท และกำไรกว่า 1,000 ล้านบาท ด้วยการขยายสาขากว่า 60 แห่งทั่วประเทศ ผ่านแบรนด์ Suki Teenoi, Teenoi PLUS+, Teenoi BBQ, Teenoi Gold และแบรนด์ใหม่ จากปัจจุบันที่มีสาขาครอบคลุม 35 จังหวัด มีแผนขยายเพิ่มอีก 22 จังหวัด คาดว่าสิ้นปี 2569 จะมีสาขารวม 133 สาขา ครอบคลุม 57 จังหวัด

บริษัทจะใช้งบประมาณสาขาละ 20-25 ล้านบาท หรือรวมทั้งปี 1,200-1,500 ล้านบาท นางสาวนัทธมนมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้า เพราะมีการเซ็นสัญญาโลเคชันล่วงหน้าแล้ว พร้อมเตรียมระบบหลังบ้าน เช่น ศูนย์กระจายสินค้าและทีมงานส่วนกลางประจำภูมิภาค เพื่อควบคุมมาตรฐานและลดต้นทุนขนส่ง

ตอบโต้ข่าวลือและแผน IPO

นางสาวนัทธมนตอบโต้ข่าวลือที่ว่าสุกี้ตี๋น้อยกำลังไปไม่รอด โดยชี้แจงว่ากำไรที่ลดลงในปี 2568 เป็นผลจากการลงทุนในโปรโมชั่นช่วงสิ้นปีและการบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในภาคใต้ ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะล้มเหลว โดยรายได้ในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 31% เป็น 9,147 ล้านบาท จาก 7,028 ล้านบาทในปี 2567 และในไตรมาส 1 ปี 2569 มีลูกค้า 10.28 ล้านคน เติบโต 36%

ส่วนแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ผู้บริหารจากเจมาร์ท พาร์ทเนอร์สำคัญ ระบุว่าระบบบัญชีและการควบคุมภายในเรียบร้อยตามเงื่อนไขของกลต.แล้ว แต่ปัจจุบันผู้บริหารหลักของตี๋น้อยต้องการโฟกัสที่การแข่งขันก่อน หากตัดสินใจเข้าตลาดเมื่อไหร่ สามารถทำได้ภายใน 6 เดือน เพราะมีความพร้อม 100%

นางสาวนัทธมนสรุปว่า การมีผู้เล่นใหม่เข้ามาในตลาดเป็นเรื่องดี เพราะทำให้ตลาดสนุกขึ้นและผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุด จากเดิมที่ต้องจ่าย 500-700 บาทเพื่อกินบุฟเฟต์คุณภาพดี สุกี้ตี๋น้อยทำให้ราคา 219 บาทกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ใครก็เอื้อมถึง