หุ้น OKJ จาก IPO สุดฮอต สู่วิกฤติกำไรทรุดหนัก งัดกลยุทธ์ 'Baby Size' สู้ศึก
จากอดีตหุ้น IPO สุดร้อนแรงที่สร้างสีสันให้ตลาดหุ้นไทย วันนี้หุ้น OKJ หรือ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) เจ้าของร้านอาหารสุขภาพชื่อดังอย่าง "โอ้กะจู๋" กำลังเผชิญมรสุมลูกใหญ่ เมื่อผลประกอบการล่าสุดสะท้อนภาพกำไรที่หดตัวลงอย่างรุนแรง สวนทางกับรายได้ จนฉุดราคาหุ้นบนกระดานให้ร่วงลงมาไกลจากจุดพีคในช่วงเข้าตลาดแรกๆ อย่างน่าใจหาย
อดีตเคยแรง! หุ้น IPO ที่นักลงทุนสนใจมากสุด
หากย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2567 OKJ ถือเป็นหุ้น IPO ที่เนื้อหอมสุดๆ ด้วยการชูคอนเซปต์ “King of Organic Salad” และกระแสตอบรับยอดจองซื้อล้นหลาม จนดันราคาเปิดเทรดวันแรกพุ่งทะยานไปถึง 10.10 บาท บวกแรงกว่า 50% จากราคาจอง (IPO) ที่ 6.70 บาท เรียกว่าเป็นหนึ่งในหุ้นที่สร้างสีสันให้ตลาดหุ้นไทย และเป็นขวัญใจสายเฮลตี้อย่างแท้จริง
แต่ภาพความคึกคักในวันวานดูเหมือนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันที่ดุเดือด หุ้น OKJ ต้องเผชิญกับมรสุมผลประกอบการที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในงบการเงินล่าสุดปี 2568 ที่ผ่านมา แม้บริษัทจะทำรายได้รวมได้ถึงราว 2,744 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนอย่างมาก แต่เมื่อบรรทัดสุดท้ายออกมา กำไรสุทธิกลับหดตัวแรงเหลือเพียง 70.41 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 65% จากปีก่อน
ทำให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ร่วงลงไปอยู่ในระดับเพียง 2.57% เท่านั้น จากปีก่อนทำได้ 8.25% ส่งผลให้ราคาหุ้นบนกระดานทรุดตัวลงมาเคลื่อนไหวอยู่แถวๆ 3.60 กว่าบาท ซึ่งหลุดต่ำกว่าราคา IPO ไปกว่า 46% ถือว่าลงมาไกลพอสมควรในช่วงเวลาปีกว่าเท่านั้น
ล่าสุดออกโปรใหม่แก้เกม เปิดตัวเลือก Baby Size
จากสถานการณ์ที่ท้าทาย ล่าสุด OKJ จึงต้องงัดกลยุทธ์ใหม่มาแก้เกมเพื่อเรียกความสนใจจากผู้บริโภคกลับคืนมา ด้วยการประกาศเปิดตัวเลือก "Baby Size" หรืออาหารไซส์เล็ก ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกสั่งได้แล้วที่ร้านโอ้กะจู๋ทุกสาขา
กลยุทธ์นี้เกิดจากการรับฟังเสียงตอบรับของลูกค้าจำนวนมากที่มองว่า "อาหารจานปกติมีขนาดใหญ่เกินไป รับประทานไม่หมด" ทำให้ลูกค้าไม่สามารถสั่งอาหารได้หลากหลายเมนูในมื้อเดียว และที่สำคัญคือ มีลูกค้าบางส่วนตัดสินใจเปลี่ยนไปรับประทานที่ร้านอื่นแทน การลดไซส์ครั้งนี้จึงเป็นความหวังใหม่ในการเพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน และกระตุ้นยอดขายต่อบิล (Ticket Size) ผ่านการสั่งเมนูที่หลากหลายขึ้น
โบรกฯ แนะ “ขาย” เพียบ ชี้การเติบโตยังท้าทาย
แม้บริษัทจะพยายามปรับกลยุทธ์ แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ดูเหมือนจะยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง อ้างอิงจาก IAA Consensus ปัจจุบัน โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ให้คำแนะนำขาย 3 ราย มีเพียง 1 รายที่แนะนำซื้อ เฉลี่ยราคาเป้าหมายอยู่เพียง 3.34 บาท
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล. ลิเบอเรเตอร์ ได้ให้ความเห็นเป็น "กลาง" ต่อประเด็นนี้ โดยมองว่าแม้จะมีอาหารไซส์เล็กเป็นทางเลือก แต่ลูกค้ากลุ่มหลักก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่อง "ความคุ้มค่าเทียบกับปริมาณ" เป็นหลักอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันตลาดร้านอาหารสุขภาพมีการแข่งขันที่สูงมาก ทำให้การที่ผู้บริหารตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในครึ่งแรกปี 2569 ที่ 15-20% และครึ่งปีหลังแบบก้าวกระโดดที่ 30-40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก จึงยังคงคำแนะนำ "ขาย" โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 2.18 บาทต่อหุ้น
ด้านมุมมองของ บล.กรุงศรี ซึ่งได้เข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์เมื่อช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีมุมมองเป็น "กลาง" ต่อสถานการณ์ของบริษัท แต่ยังคงยืนยันคำแนะนำ "ขาย" โดยให้ราคาเป้าหมายไว้เพียง 2.00 บาทต่อหุ้น ซึ่งประเมินว่ามี Downside หรือความเสี่ยงทางลงจากราคาปัจจุบันถึง -50%
ปัจจัยกดดันหลักๆ มาจากแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่คาดว่าจะยังคงอ่อนแอในระดับสูงเมื่อเทียบกับปีก่อน รวมถึงอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของแบรนด์ตัวตึงอย่าง "โอ้กะจู๋" ที่ยังคงติดลบ นอกจากนี้ ยังประเมินกำไรสุทธิในปี 2569 อยู่ที่ราว 58 ล้านบาท หรือหดตัวลง 17% จากปีก่อนด้วย
ความถูกแพงของมูลค่าหุ้นเป็นอีกปัจจัยกดดัน
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้โบรกเกอร์มองว่าหุ้น OKJ ยังไม่น่าดึงดูดใจในเวลานี้คือเรื่องของ "ความถูกแพงของมูลค่าหุ้น" (Valuation) ปัจจุบันหุ้น OKJ ซื้อขายกันอยู่บนความคาดหวังที่ค่อนข้างสูง โดยมีค่า P/E ล่วงหน้าของปี 2569 (Forward P/E) สูงถึง 42 เท่า
เมื่อนำไปเทียบกับค่าเฉลี่ยของหุ้นในกลุ่มร้านอาหารที่ซื้อขายกันอยู่แค่ประมาณ 20 เท่า จะเห็นได้ว่ามูลค่าหุ้น OKJ นั้นค่อนข้างตึงตัวและอยู่ในระดับแพง ซึ่งความแพงนี้เองที่ไปจำกัดโอกาสในการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้น เว้นเสียแต่ว่าบริษัทจะสามารถงัดฟอร์มเทพ ทำยอดขายสาขาเดิมให้กลับมาเติบโต หรือกดต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้
คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า การปรับเกมมาเล่นไซส์เล็กของ "โอ้กะจู๋" ครั้งนี้ จะเป็นเพียงแค่กระแสไวรัลชั่วคราว หรือจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยกอบกู้ผลประกอบการให้กลับมาสดใสได้อีกครั้งในอนาคต



