FTSE Russell ESG Scores เผยผลประเมิน บจ.ไทยปี 2568 คะแนนเฉลี่ยพุ่ง 3.6 จาก 5
ความร่วมมือระหว่าง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กับ FTSE Russell ในการประเมินผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (ESG) ของบริษัทจดทะเบียนไทย มีความคืบหน้าสำคัญ โดยจะยกระดับการประเมินสู่มาตรฐานสากลในชื่อ FTSE Russell ESG Scores ซึ่งดำเนินการโดย FTSE Russell โดยจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการหลังประกาศผลคะแนนสู่สาธารณะในเดือนธันวาคม ปี 2569 เป็นต้นไป
ผลประเมินปี 2568 แสดงพัฒนาการยอดเยี่ยมของ บจ.ไทย
แม้จะอยู่ในช่วงโครงการนำร่องเป็นปีที่ 2 แต่ผลการประเมินในปี 2568 นี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ยอดเยี่ยมของบริษัทจดทะเบียนไทยอย่างชัดเจน โดยพบว่า:
- คะแนนเฉลี่ยจาก 222 บริษัท เท่ากับ 3.6 คะแนน (จากคะแนนเต็ม 5) เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ได้ 3.0 คะแนน
- มี 124 บริษัทจากทั้งหมด ได้คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย
เมื่อพิจารณาเจาะลึกเป็นรายมิติแล้ว พบว่าคะแนนเฉลี่ยของทุกมิติทั้งด้านสิ่งแวดล้อม (E), สังคม (S) และธรรมาภิบาล (G) สูงกว่าปีก่อนทุกตัว:
- ด้าน E มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ได้คะแนนเฉลี่ย 2.3 โดยมีกลุ่ม Oil & Gas และ Utilities ทำผลงานได้ดีที่สุด ทำคะแนนสูงถึง 3.5
- ด้าน S คะแนนเฉลี่ย 3.4 เพิ่มจากปีก่อนที่ได้คะแนนเฉลี่ย 2.8 โดยกลุ่ม Health Care และ Utilities ครองแชมป์ด้วยคะแนน 3.9-4.0
- ด้าน G คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.5 มากกว่าปีก่อนที่คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 โดยเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมทำคะแนนได้ดีใกล้เคียงกันในช่วง 4.1-4.6
มาตรฐานสากลและประโยชน์ต่อนักลงทุน
คะแนน FTSE Russell ESG Scores นี้ใช้ตัวชี้วัดกว่า 300 ตัว ภายใต้ 14 ธีมหลัก ซึ่งเป็นเกณฑ์เดียวกับที่ใช้ประเมินบริษัทชั้นนำกว่า 8,000 แห่งทั่วโลก ความโดดเด่นของคะแนนในปีนี้จึงสะท้อนว่า บจ.ไทยไม่ได้ยั่งยืนแค่ในระดับประเทศ แต่การดำเนินงานด้านความยั่งยืนเป็นไปตามมาตรฐานสากลและเทียบเคียงได้กับบริษัทระดับโลก
หัวใจสำคัญของ FTSE Russell ESG Scores คือการใช้ “ข้อมูลที่บริษัทเปิดเผยต่อสาธารณะ” ในการประเมิน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดภาระงานให้บริษัทไม่ต้องตอบแบบประเมินเองแล้ว ยังสร้างความโปร่งใสจากการที่ผู้ใช้ข้อมูลก็สามารถเข้าถึงรายงานหรือเอกสารที่บริษัทเปิดเผยได้ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้บริษัททบทวนผลการประเมินเบื้องต้น และให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ก่อนที่จะประกาศผล
นักลงทุนสามารถใช้คะแนน FTSE Russell ESG Scores ไปคัดหุ้นและจัดพอร์ตลงทุนได้สะดวกขึ้น เพราะสามารถเทียบคะแนนได้กับบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก อย่างไรก็ตาม แม้คะแนน ESG จะเป็นเครื่องมือคัดกรองหุ้นที่ดี แต่ไม่ควรใช้เป็นข้อมูลเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ ควรพิจารณาข้อมูลพื้นฐานอื่นๆ เช่น ผลการดำเนินงาน และสถานะการเงินควบคู่ไปด้วย เพื่อการลงทุนที่เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน



