finbiz by TTB เจาะลึก Geoeconomics 2026: โลกธุรกิจในยุคความไม่แน่นอนสูง
ปี 2026 เป็นปีที่โลกการเงินและการค้าต้องเผชิญกับความผันผวนและความไม่แน่นอนในระดับสูง โดยธุรกิจไม่ได้เผชิญความท้าทายเพียงแค่เรื่องยอดขายหรือการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ค่าเงินที่เหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรง และห่วงโซ่อุปทานที่อ่อนไหวต่อข่าวสารและสถานการณ์โลกมากกว่าที่เคย ในบริบทใหม่นี้ finbiz by TTB มองว่าความได้เปรียบของธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ตลาดได้แม่นยำที่สุด แต่อยู่ที่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการเตรียมเครื่องมือบริหารความเสี่ยงให้สอดคล้องกับดีลจริงของธุรกิจ
ปัจจัยเร่งความผันผวน: จากช่องแคบฮอร์มุซสู่ตลาดโลก
สถานการณ์ความตึงเครียดในบริเวณใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บางเส้นทางเดินเรือต้องอ้อม เพิ่มระยะเวลาขนส่งราว 10–14 วัน ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นทันที ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเป็นช่วง ๆ จากบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัย ก่อนจะกลับมาแกว่งตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เปลี่ยนแปลงรายเดือน ทั้งเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย ทำให้ธุรกิจวางแผนต้นทุนได้ยากขึ้น
แม้ความต้องการซื้อขายในตลาดโลกจะยังมีอยู่ แต่เวที World Economic Forum (Davos 2026) กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อยุโรปเริ่มรีเซ็ตความสัมพันธ์กับจีนอย่างจริงจัง ทั้งอังกฤษและเยอรมนีส่งสัญญาณความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว ส่งผลให้เส้นทางการค้าเอเชีย–ยุโรปกลับมาคึกคักอีกครั้ง ขณะเดียวกัน จีนประกาศบทบาทพร้อมเป็นเสาหลักของห่วงโซ่อุปทานโลก เปิดกว้างทางการค้า และคัดค้านมาตรการกีดกัน ทำให้ดีลที่เชื่อมจีนมีบทบาทมากขึ้นในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศ
บทบาทเงินหยวน: ตัวเลือกเชิงกลยุทธ์ในโลกที่เชื่อมต่อ
ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานกลับมาเชื่อมกันอย่างหนาแน่น “สกุลเงินที่ใช้ปิดดีล” จึงไม่ใช่แค่ขั้นตอนปลายทางของการชำระเงิน แต่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อต้นทุน ความเสี่ยง และความเร็วในการทำธุรกิจ แม้ในโลกการเงิน ดอลลาร์สหรัฐยังเป็นแกนหลักของการค้าโลก สัดส่วนในทุนสำรองยังอยู่ที่ราว 56.9% (Q3/2025) แต่การใช้งานจริงของเงินหยวนจีน (CNY) ในดีลที่เชื่อมจีนกำลังไต่ระดับอย่างต่อเนื่อง
- หยวนขึ้นมาเป็นอันดับ 4 สำหรับ Global Payments ด้วยส่วนแบ่งราว 3.9–4.5%
- ติด Top 3 ใน Trade Finance ราว 5–6%
ขณะเดียวกัน ปริมาณธุรกรรมผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามพรมแดนสกุลเงินหยวนของจีน (Cross-Border Interbank Payment System) หรือ CIPS ในปี 2024 พุ่งเป็น 175.49 ล้านล้านหยวน (+42.6% YoY) สะท้อนโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับธุรกรรมการค้า และเมื่อประกอบกับแพลตฟอร์ม mBridge ที่เข้าสู่ระดับที่ใช้งานได้จริง เพื่อทำธุรกรรมข้ามประเทศแบบใกล้เรียลไทม์ ส่งผลให้ต้นทุนและความล่าช้าของการโอนเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
คู่มือบริหารค่าเงินสำหรับผู้ประกอบการไทย
ดังนั้นสำหรับธุรกิจที่มีหลายงวดรับ–จ่ายต่อไตรมาส หรือมีวันส่งของและวันรับเงินที่ปรับเปลี่ยนได้เสมอ การใช้เงินหยวนตั้งแต่ต้นดีลถึงปลายทางช่วยลดต้นทุนแฝงจากการแปลงค่าเงินหลายทอด ลดค่าธรรมเนียม และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของดอลลาร์สหรัฐที่ขยับตามข่าวรายวัน ทำให้การวางแผนต้นทุนทำได้ชัดเจนขึ้น เงินหยวนจึงไม่ได้มาแทนที่ดอลลาร์สหรัฐ แต่เข้ามาเป็น “ตัวเลือกเชิงกลยุทธ์” สำหรับดีลที่เชื่อมจีนโดยตรง และช่วยให้ธุรกิจบริหารความเสี่ยงได้ตรงจุดมากขึ้น
- วางแผน Hedge Ratio ล่วงหน้า 30–50% ล็อกเรทด้วย Forward สำหรับดีลใน 1–3 เดือนข้างหน้า ส่วนที่เหลือใช้เรทตามจังหวะตลาด เพื่อลดความผันผวนโดยรวม
- ใช้สกุลเงินท้องถิ่นให้ตรงคู่ค้า คู่ค้าจีนใช้การคุยเป็นเงินหยวนตั้งแต่ต้นดีล ชัดเจนกว่า ปิดดีลไวกว่า มีเสี่ยงน้อยกว่า
- ใช้เครื่องมือที่ยืดหยุ่นตามความเป็นจริง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในยุคที่เศรษฐกิจโลกผันผวนและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาท ธุรกิจไทยจำเป็นต้องปรับตัวด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและเครื่องมือที่ทันสมัย เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน



