สรท. ร่วม EXIM BANK เปิดมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน ลดดอกเบี้ย-เสริมสภาพคล่องผู้ส่งออกไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
สรท.-EXIM BANK เปิดมาตรการช่วยผู้ส่งออกไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

สรท. และ EXIM BANK ประกาศมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เสริมสภาพคล่อง-ลดดอกเบี้ยให้ผู้ส่งออกไทย รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้เปิดเผยถึงความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ค่าระวางเรือและค่าประกันภัยสงครามพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมาตรการนี้มุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบจากการหยุดชะงักของการขนส่งทางเรือในภูมิภาคดังกล่าว

มาตรการเสริมสภาพคล่องและลดภาระทางการเงิน

มาตรการความร่วมมือสำคัญประกอบด้วยการเสริมสภาพคล่องและลดภาระทางการเงิน ด้วยวงเงินรวม 1,000 ล้านบาท โดย EXIM BANK ได้อัดฉีดงบประมาณเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่มีภาระคงค้างจากการส่งออกไปตะวันออกกลาง มาตรการหลักได้แก่:

  • ขยายระยะเวลาชำระคืนสูงสุด 365 วัน เพื่อบรรเทาปัญหาสินค้าติดค้างหรือการชำระเงินล่าช้าจากต่างประเทศ
  • ลดอัตราดอกเบี้ยลง 20% จากอัตราเดิมในช่วงเวลาที่ได้รับการขยายระยะเวลาชำระหนี้
  • สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับผู้ประกอบการทั่วไปที่ส่งออกไปตะวันออกกลาง เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนตามความต้องการของแต่ละกิจการ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมสภาพคล่องวงเงินสูงสุด 150,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อราย ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 3.99% ต่อปี โดยใช้เพียงผู้บริหารหลักค้ำประกัน โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มเอสเอ็มอีก่อน ก่อนขยายไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

คำแนะนำเชิงกลยุทธ์เพื่อฝ่าวิกฤต

สรท. และ EXIM BANK ได้แนะนำให้สมาชิกเร่งปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินธุรกิจใน 3 มิติหลัก เพื่อลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานและโลจิสติกส์:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. ด้านโลจิสติกส์: ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เนื่องจากต้นทุนโลจิสติกส์มีการปรับตัวสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ส่งออก จึงจำเป็นต้องตรวจสอบเงื่อนไขค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharges) และเร่งทำประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk)
  2. ด้านการผลิต: บริหารจัดการเวลาเพิ่มขึ้น (Buffer Time) เพื่อรองรับความล่าช้าจากการเดินเรืออ้อมเส้นทาง และเตรียมแผนสำรองด้านวัตถุดิบ โดยคาดว่าสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามน่าจะมีการนำเข้ามากขึ้น
  3. ด้านการเงิน: ปรับเงื่อนไขการส่งมอบเป็น Incoterm FOB (Free on Board) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายขนส่งและประกันภัย และใช้เครื่องมือ Foreign Exchange Forward Contract เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน

นายธนากร เกษตรสุวรรณ กล่าวเสริมว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้สมาชิกสรท. โดยเฉพาะผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางสูง โดยมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการใช้มาตรการนี้เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและลดความเสี่ยงจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกรบกวน