บุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล แม่ทัพหญิงเหล็กผู้พลิกโฉมวงการศูนย์บริการรถยนต์ไทย
ในโลกของศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรของประเทศไทย คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์สีเหลือง-ดำอย่าง B-Quik ที่ครองใจผู้ใช้รถทั่วประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จจากการขยายสาขาจาก 28 แห่งสู่กว่า 240 แห่งในปัจจุบันนั้น มีสุภาพสตรีผู้แข็งแกร่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นั่นคือ คุณเอ๋...บุศรารัตน์ อัสสรัตนกุล ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายปฏิบัติการของเครือข่ายยักษ์ใหญ่แห่งนี้
เส้นทางชีวิตจากความฝันสู่ความเป็นจริง
เส้นทางธุรกิจของคุณเอ๋ไม่ได้เริ่มต้นจากความหลงใหลในเครื่องยนต์กลไก เธอเติบโตในครอบครัวที่ทำธุรกิจโรงงานหล่อทองเหลืองเพื่อการส่งออก โดยมีความฝันอยากเป็นแพทย์ แต่ด้วยคำขอของมารดาที่ต้องการให้เธอศึกษาด้านบริหารธุรกิจเพื่อกลับมาช่วยกิจการครอบครัว หลังจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เธอจึงตัดสินใจเข้าศึกษาต่อที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในสาขาการตลาด ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทถึงสองใบในด้านการตลาดระหว่างประเทศและโลจิสติกส์ที่สหรัฐอเมริกา
เธอเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ห้างค้าปลีกแม็คโคร แม้ในยุคแรกจะยังไม่มีตำแหน่งงานด้านการตลาดโดยตรง แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำงานตามที่เรียนมา สุดท้ายเธอก็เลือกเข้าทำงานที่ Max Auto ศูนย์บริการรถยนต์ในเครือแม็คโครในช่วงบุกเบิก คุณเอ๋เผยว่า ความท้าทายในตอนนั้นคือการเป็นผู้หญิงที่ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์เลย แต่เธอต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ผู้หญิงสามารถเดินเข้าศูนย์บริการได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องกลัวถูกช่างหลอกเนื่องจากความไม่เข้าใจ
จุดเปลี่ยนสำคัญกับการก้าวสู่ B-Quik
หลังจากทำงานอยู่ประมาณ 1-2 ปี ก็เกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อ Ford Motor บริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา มีแผนขยายธุรกิจศูนย์บริการในประเทศไทย จึงเข้าซื้อกิจการ B-Quik จากกลุ่มเจ้าของเดิมและดึงทีมงานจาก Max Auto มาร่วมบริหาร คุณเอ๋และเฮงก์ โยฮัน คิกส์ ผู้จัดการชาวดัตช์ จึงก้าวเข้าสู่ B-Quik ในปี 2543
อย่างไรก็ดี เมื่อ Ford ประสบปัญหาวิกฤติการเงินในอเมริกาและตัดสินใจขายกิจการที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักในปี 2546 ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกล ทีมบริหารนำโดยคุณเอ๋และคุณเฮงก์จึงตัดสินใจทำ Management Buyout (MBO) ร่วมกับ Venture Capital เพื่อซื้อกิจการ B-Quik คืนจาก Ford นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนสถานะจากผู้บริหารสู่เจ้าของธุรกิจอย่างแท้จริง แม้ปัจจุบันจะมีกลุ่ม Marubeni จากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมถือหุ้น แต่การบริหารจัดการยังคงอยู่ภายใต้การนำของคุณเอ๋และพาร์ตเนอร์อย่างต่อเนื่อง
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลยุทธ์การบริหาร
ตลอดระยะเวลา 23 ปี B-Quik ได้เติบโตจาก 28 สาขาเป็นกว่า 240 สาขาในปี 2569 ให้บริการครอบคลุมทุกหัวมุมถนนในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ทั่วประเทศ จนกลายเป็นศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรอันดับ 1 ของไทย ด้วยพนักงานและช่างมืออาชีพกว่า 4,000 คน บริการตั้งแต่เปลี่ยนยาง น้ำมันเครื่อง แบตเตอรี่ ผ้าเบรก โช้กอัป และช่วงล่าง โดยบริการที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือการเปลี่ยนล้อรถยนต์และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง พร้อมจุดขายสำคัญคือการรับประกันและบริการหลังการขายที่มีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขาทั่วประเทศ
คุณเอ๋ย้ำว่า เธอให้ความสำคัญกับ คน เป็นอันดับแรก เพราะคนคือหัวใจของงาน เธอบริหารพนักงานในรูปแบบครอบครัว สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าถึงง่าย โดยพนักงานเกือบทุกคนมีเบอร์โทรศัพท์และ Line ส่วนตัวของเธอ นอกจากนี้ B-Quik ยังมีนโยบายชัดเจนว่าไม่ดึงคนนอกมาเป็นผู้จัดการสาขา แต่ต้องเติบโตจากภายในเท่านั้น พนักงานทุกคนเริ่มต้นจากตำแหน่งช่างหรือแคชเชียร์เพื่อให้เข้าใจงานอย่างลึกซึ้ง พร้อมเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ส่งผลให้พนักงานมีความภักดีและอยู่กับองค์กรยาวนาน
การขยายตัวสู่ต่างประเทศและแนวคิดธุรกิจที่ยั่งยืน
เมื่อฐานธุรกิจในไทยแข็งแกร่ง B-Quik จึงเริ่มขยายสู่ต่างประเทศ โดยปัจจุบันเปิดสาขาในอินโดนีเซียแล้ว 40 แห่ง และมีแผนบุกตลาดมาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ต่อไป เพื่อก้าวจากผู้เล่นระดับท้องถิ่นสู่ระดับภูมิภาค
เมื่อถูกถามถึงแผนการระดมทุนในตลาดหุ้น คุณเอ๋ปฏิเสธทันที โดยให้เหตุผลว่าบริษัทเติบโตได้ด้วยกระแสเงินสดของตัวเอง ไม่ต้องการระดมทุนเพียงเพื่อขยายสาขาให้มากเหมือนธุรกิจอื่น เพราะศูนย์บริการรถยนต์ต้องการช่างและพนักงานที่มีคุณภาพ การมีสาขาจำนวนมากแต่ควบคุมคุณภาพไม่ได้ไม่ใช่แนวทางที่เธอเลือก เธอเชื่อว่าธุรกิจที่เติบโตเร็วอาจสร้างได้ด้วยเงิน แต่ธุรกิจที่เติบโตได้ไกลและยั่งยืนต้องสร้างด้วยคน
คุณเอ๋ปิดท้ายว่า ไม่ว่าธุรกิจจะประสบความสำเร็จเพียงใด การสร้างสมดุลระหว่างงานและชีวิตยังคงสำคัญที่สุด สำหรับเธอแล้ว งานที่ประสบความสำเร็จคือการทำงานที่มีความสุข ตื่นมาแล้วอยากทำงานทุกวัน ปัจจุบันเธอยังคงสนุกกับการคิดงานใหม่ๆ ขณะเดียวกันก็ให้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ และไม่หยุดเรียนรู้ โดยมักอ่านตำราและแลกเปลี่ยนความคิดกับลูกสาวที่ศึกษาด้านการตลาดดิจิทัลที่ลอนดอน เพื่ออัปเดตความรู้และเทรนด์ธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ



