หอการค้าไทยกังวลวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อ ขอรัฐดูแลราคาน้ำมัน-สำรองพลังงานอย่างรอบคอบ
หอการค้าไทยกังวลวิกฤตพลังงานโลก ขอรัฐดูแลราคาน้ำมัน

หอการค้าไทยกังวลวิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อ ขอรัฐดูแลราคาน้ำมัน-สำรองพลังงานอย่างรอบคอบ

วันนี้ (26 มีนาคม 2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความกังวลต่อสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังคงยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในตลาดโลกและราคาน้ำมันภายในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด

ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

ล่าสุด มีการประกาศปรับเพิ่มราคาน้ำมันสูงถึง 6 บาทต่อลิตร หากนับตั้งแต่สงครามปลายเดือนกุมภาพันธ์ น้ำมันดีเซลได้ปรับขึ้นจาก 28.94 บาท เป็น 37.94 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และภาระของผู้ประกอบการในหลายภาคส่วน ทั้งภาคการผลิต การท่องเที่ยว และการส่งออก

นายพจน์ กล่าวว่า หอการค้าไทยเข้าใจถึงความจำเป็นของภาครัฐในการบริหารราคาพลังงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะในภาวะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีข้อจำกัดในการพยุงราคา จึงขอให้ภาครัฐพิจารณาอย่างรอบด้านและใช้ความระมัดระวังในการปรับขึ้นราคาน้ำมันในระยะต่อไป เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อเสนอ 3 แนวทางบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานระยะสั้น

หอการค้าไทยได้เสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อบรรเทาผลกระทบด้านพลังงานในระยะสั้นและเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะต่อไป ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. ด้านภาษีและค่าการกลั่น: สนับสนุนให้ภาครัฐพิจารณาใช้กลไกภาษีสรรพสามิตเพื่อช่วยบรรเทาภาระราคาน้ำมันแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ พร้อมสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับค่าการกลั่นที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท ซึ่งเป็นเพียงกำไรขั้นต้นและยังมีภาระต้นทุนส่วนเพิ่มอื่นๆ เช่น ราคาพรีเมี่ยม ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย
  2. ด้านการประหยัดพลังงานระดับชาติ: รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการเชิงรุกเพื่อรณรงค์และกระตุ้นการประหยัดพลังงานอย่างจริงจังในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างวินัยการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น และช่วยยืดระยะเวลาการมีพลังงานสำรองของประเทศ
  3. ด้านการกำกับดูแลการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ: ภาครัฐควรเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการขนส่งและการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะการตรวจสอบระบบติดตามตำแหน่ง (GPS) ของรถบรรทุกน้ำมัน เพื่อป้องกันการลักลอบนำน้ำมันออกนอกระบบหรือส่งออกไปยังพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงภาวะพลังงานตึงตัว

ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ยืนยันความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นกลไกกลางประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางรับมือสถานการณ์ด้านพลังงานอย่างเหมาะสมและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ หอการค้าไทยขอให้กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะโรงกลั่นน้ำมัน เช่น ปตท. และบางจาก ในการบริหารจัดการจัดซื้อน้ำมันดิบให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ โดยอาจมีความจำเป็นต้องจัดซื้อในราคาพรีเมี่ยมที่สูงกว่าราคาตลาดโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความต่อเนื่องของระบบโลจิสติกส์และการผลิตของประเทศ