เปิดที่มา 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' กลไกสำคัญรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศไทย
เปิดที่มา 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' รักษาเสถียรภาพราคา

เปิดที่มา 'กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง' กลไกสำคัญรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศไทย

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นแตะ 100 เหรียญต่อดอลลาร์ ประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ของความต้องการใช้ในประเทศ โดยแหล่งนำเข้าหลักมาจากตะวันออกกลางกว่า 57% จึงได้รับผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันในประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานของการขนส่งและอุตสาหกรรม หากราคาดีเซลลอยตัวตามตลาดโลก อาจขยับใกล้ 50 บาทต่อลิตร

บทบาทและหน้าที่ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง คือ กองทุนของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ และบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยดำเนินการผ่านกลไกการเก็บเงินเข้ากองทุนหรือการนำเงินกองทุนมาชดเชยราคาน้ำมัน เพื่อให้ราคาขายปลีกอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน กองทุนดังกล่าวดำเนินงานภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 และบริหารจัดการโดย สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมในกรณีที่เกิดวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

ประวัติศาสตร์การก่อตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2516 เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย คณะรัฐมนตรีในขณะนั้นจึงได้ออกพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีสาระสำคัญกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมีอำนาจออกคำสั่งเพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงให้ทันต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (OPEC) ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบ เป็นเหตุให้ผู้ค้าน้ำมันไม่สามารถรับภาระขาดทุนในการนำน้ำมันดิบเข้ามากลั่นในประเทศหรือนำน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปเข้ามาจำหน่ายได้อีกต่อไป รัฐบาลจึงได้ทำการปรับราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศให้สูงขึ้น แต่การปรับราคาขายปลีกดังกล่าวเป็นไปในสัดส่วนที่น้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ รัฐบาลจึงได้จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ตามคำสั่งนายกที่ 178/2520 ลงวันที่ 19 กันยายน 2520

ในปี พ.ศ. 2521 รัฐบาลได้ประกาศเพิ่มค่าเงินบาท ทำให้ผู้นำเข้าน้ำมันได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รัฐบาลเห็นว่ากำไรที่เกิดขึ้นไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงาน จึงได้มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 206/2521 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2521 จัดตั้งกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) และกำหนดให้ผู้นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงนำส่งกำไรที่เกิดจากการเพิ่มค่าเงินบาทเข้ากองทุนดังกล่าว

ปี พ.ศ. 2522 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกปิโตรเลียม (OPEC) ได้ประกาศขึ้นราคาน้ำมันดิบ 4 ครั้ง เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศให้มีเสถียรภาพ ไม่ต้องปรับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงทุกครั้งที่ราคาน้ำมันดิบเปลี่ยนแปลง รวมทั้งรัฐบาลต้องการรวมกองทุนต่างๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นกองทุนเดียวกัน จึงได้จัดตั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้น ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ สร. 0201/9 ลงวันที่ 27 มีนาคม 2522 โดยการรวมกองทุนรักษาระดับน้ำมันเชื้อเพลิงกับกองทุนรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (เงินตราต่างประเทศ) เข้าด้วยกัน

พัฒนาการสู่กฎหมายปัจจุบัน

ต่อมามีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2547 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 122 ตอนที่ 25 ง ลงวันที่ 23 มีนาคม 2548 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการรักษาเสถียรภาพของระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน 2562 สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ฉบับที่ 21 พ.ศ.2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุนและอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง ประกาศ ณ วันที่ 13 มีนาคม 2569 ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในสภาวะปัจจุบัน