หอการค้าไทยเตือนภาคธุรกิจเฝ้าระวังผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง แนะ 8 แนวทางรับมือ
หอการค้าไทยเตือนธุรกิจรับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

หอการค้าไทยออกแถลงการณ์เตือนภาคธุรกิจเฝ้าระวังผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเพื่อเตือนให้สมาชิกและเครือข่ายผู้ประกอบการทั่วประเทศเฝ้าระวังผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก การค้าระหว่างประเทศ และห่วงโซ่อุปทาน โดยแถลงการณ์นี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ผ่านช่องทาง PPTV Online

ความเสี่ยงหลักที่ภาคธุรกิจต้องจับตา

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางในช่วงเวลานี้มีแนวโน้มที่จะสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกสินค้า ระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแสดงความห่วงใยต่อผู้ประกอบการไทย และกำลังติดตามประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์แนวโน้ม และจัดทำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ

8 แนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการเพื่อรับมือความผันผวน

เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้เสนอแนวทางเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการ ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานอย่างใกล้ชิด: โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของการค้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก เนื่องจากความผันผวนของราคาพลังงานอาจส่งผลโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิต และค่าขนส่ง
  2. ประเมินผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการขนส่งระหว่างประเทศ: ผู้ประกอบการควรทบทวนแผนการจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง และกำหนดการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางหรือเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางทะเล ซึ่งอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงสงคราม และความล่าช้าในการขนส่งสินค้า
  3. บริหารต้นทุนโลจิสติกส์ พลังงาน และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ: จากแนวโน้มราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และความผันผวนของค่าเงินในตลาดโลก ผู้ประกอบการควรติดตามต้นทุนการขนส่งและความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด พร้อมทบทวนเงื่อนไขสัญญาการขนส่งและการชำระเงินระหว่างประเทศ
  4. ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมมาตรการประหยัดพลังงานในสถานประกอบการ: ภาคธุรกิจควรเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต การขนส่ง และการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานและช่วยควบคุมต้นทุนในระยะยาว
  5. ประเมินความเพียงพอและความต่อเนื่องของวัตถุดิบในการผลิต: โดยเฉพาะวัตถุดิบที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ผู้ประกอบการควรตรวจสอบระดับสต็อกสินค้า วางแผนสำรองวัตถุดิบ และพิจารณาแหล่งจัดหาทางเลือก เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน
  6. จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและวางแผนรองรับหลายสถานการณ์: ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการควรเตรียมแผนรองรับหลายสถานการณ์ ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน โลจิสติกส์ และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างประเทศ เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
  7. ดูแลสภาพคล่องทางการเงินและบริหารกระแสเงินสด: โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกหรือการนำเข้าวัตถุดิบ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานขึ้น
  8. ติดตามมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ: เนื่องจากภาครัฐอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการรองรับในด้านพลังงาน การเงิน และการค้า เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจ

บทบาทของหอการค้าไทยในการสนับสนุนภาคธุรกิจ

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยจะติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการสื่อสารข้อมูลที่สำคัญ รวมถึงประสานข้อคิดเห็นจากภาคธุรกิจไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและดำเนินธุรกิจได้อย่างเหมาะสมท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ขอให้สมาชิกติดตามความเคลื่อนไหวจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง