กรมสรรพสามิตเร่งสรุปผลศึกษาโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เสนอ รมว.คลัง พ.ค.นี้
สรุปผลศึกษาโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เสนอ รมว.คลัง พ.ค.นี้

กรมสรรพสามิตกำลังเร่งดำเนินการสรุปผลการศึกษาโครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทย เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยคาดว่าจะเสนอต่อนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ภายในกลางเดือนพฤษภาคมนี้

การศึกษาและเงื่อนไขโครงการ

นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของโครงการ โดยทบทวนข้อมูลจากโครงการในอดีต รวมถึงรวบรวมข้อมูลปริมาณการผลิตและความต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และรถไฮบริดที่ผลิตในประเทศ นอกจากนี้ ยังพิจารณากำหนดอายุรถเก่าและเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ ตลอดจนงบประมาณที่จำเป็น

นายพรชัยย้ำว่า การเตรียมความพร้อมระบบบริหารจัดการรถเก่าให้ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันปัญหามลพิษจากยานพาหนะเก่า

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รายละเอียดและข้อเสนอแนะ

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังระบุว่า โครงการนี้อาจจำกัดสิทธิเพียง 10,000 ถึง 20,000 คัน โดยจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคารถผ่านค่ายรถในรูปแบบคูปองหรือส่วนลดภาษี สำหรับแลกรถใหม่ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ส่วนรถเก่าที่รับเข้าโครงการ เบื้องต้นอาจหาตลาดจำหน่ายออกนอกประเทศ

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เสนอให้กำหนดราคารถในโครงการอยู่ที่ระดับ 800,000 บาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มราคาที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงถึงร้อยละ 40 เพื่อเพิ่มการเข้าถึงและรักษาการจ้างงานในอุตสาหกรรม หลังยอดขายในประเทศลดลงต่อเนื่อง 3 ปี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การสนับสนุนทางการเงิน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ธนาคารพร้อมปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟท์โลน เพื่อสนับสนุนสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินให้กล้าปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ไฮบริด และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยคิดดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 5-10 ต่อปี

นายทรงพลย้ำว่า ประชาชนสามารถขอสินเชื่อโครงการนี้ได้จนถึงปี 2570 แต่ต้องเป็นการซื้อรถใหม่ที่ผลิตในประเทศเท่านั้น ไม่สามารถกู้ซื้อรถมือสองตามนโยบายรัฐ

โครงการนี้ได้รับความสนใจจากหลายภาคส่วน เนื่องจากมีเป้าหมายกระตุ้นตลาดยานยนต์และลดมลภาวะสิ่งแวดล้อม โดยคาดว่าจะช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยในระยะยาว