ซีอีโอเอไอเอสเผย AI ดันยอดใช้มือถือโต 15% ธุรกิจโทรคมนาคมกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง
AI ดันยอดมือถือโต 15% ธุรกิจโทรคมนาคมกลับมาแข็งแรง

ซีอีโอเอไอเอสเผยพลัง AI ดันยอดใช้มือถือโต 15% ธุรกิจโทรคมนาคมกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง

นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ธุรกิจของเอไอเอสยังคงเติบโตต่อเนื่องจากปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ธุรกิจโทรคมนาคมกลับมาขยายตัวได้อย่างแข็งแรงอีกครั้งนับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา

ปัจจัยผลักดันการเติบโตและความท้าทายจากสถานการณ์โลก

นายปรัธนากล่าวว่าตั้งแต่ปี 2561 ธุรกิจอยู่ในช่วงอ่อนกำลังจากการแข่งขันที่รุนแรงและถูกซ้ำเติมด้วยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2563 จนนำไปสู่การควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทคในช่วงปลายปี 2564 อย่างไรก็ตามในปี 2568 ธุรกิจพลิกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โดยเอไอเอสมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 6% เป็น 226,264 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 47,886 ล้านบาท ขยายตัว 37% ส่วนทรูซึ่งควบรวมกับดีแทคมาครบ 3 ปี สามารถกลับมาจ่ายปันผลได้

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจกลับมาเติบโตได้ ประกอบด้วยการฟื้นตัวเต็มที่จากวิกฤติโควิด-19 ในทุกอุตสาหกรรม การแข่งขันที่สมเหตุสมผล และแรงขับจากการเติบโตของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการลงทุนด้านดิจิทัล เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

AI เป็นตัวเปลี่ยนเกมผลักดันการใช้งานมือถือเติบโตเฉลี่ย 15%

นายปรัธนาชี้ว่าในปี 2568 การใช้งานมือถือเพิ่มขึ้น 15% จากการแพร่หลายของการใช้แอปพลิเคชัน AI ต่างๆ แม้ว่าราคามือถือจะปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเครื่องละ 1,000 บาท เนื่องจากราคาชิปเซ็ตที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการใช้ในการขยายการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

"ผมเชื่อว่าการเติบโตของการใช้งานนับจากนี้จะอยู่ที่เฉลี่ยปีละ 15% โดยมี AI เป็นตัวเปลี่ยนเกม นั่นเป็นเหตุให้รายได้ของเราในปี 2568 โต 6% เมื่อเทียบกับจีดีพีประเทศที่ขยายตัว 2% ส่วนกำไรที่เพิ่มขึ้นมากกว่าที่ 37% มาจากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพขึ้น" นายปรัธนากล่าว

โอกาสเติบโตในตลาดไทยและแผนการลงทุน

ตลาดในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีก จากจำนวนผู้ใช้งาน 5G ที่ยังอยู่ที่ 37% ของผู้ใช้มือถือทั้งประเทศ และจำนวนครัวเรือนที่ติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) อยู่ที่ราว 50% ของครัวเรือนทั้งหมด นอกเหนือจากการลงทุนอย่างคึกคักในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ AI ของลูกค้าองค์กร

สำหรับเอไอเอส จุดขายและจุดแข็งสำคัญยังอยู่ที่คุณภาพเครือข่าย โดยปีนี้เคาะงบลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30,000 – 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 20,000 - 25,000 ล้านบาทในปี 2568

"เรายังจะอยู่ในเกมคุณภาพต่อไป ไม่มีปีไหนที่เราไม่ลงทุน เราลงทุนเยอะทุกปีเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็งตอบโจทย์ความต้องการใช้งานของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ความท้าทายของผมคือการทำโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ (Intelligent Infrastructure) ของเอไอเอสให้ดีที่สุด" นายปรัธนากล่าวเสริม

ธุรกิจใหม่และแผนเปิดธนาคารเสมือนจริง 'คลิกซ์'

ส่วนธุรกิจใหม่ที่จะเป็นการเติบโตในอนาคตข้างหน้า ยังอยู่ที่ 3 ธุรกิจหลักตามที่นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอไอเอสได้ประกาศไว้ นั่นคือ ธุรกิจค้าปลีก (Retail) คอนเทนต์ด้านความบันเทิง (Entertainment) และธุรกิจการเงินดิจิทัล

นายปรัธนาคาดว่าธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLIX จากความร่วมมือระหว่างเอไอเอส โออาร์ และธนาคารกรุงไทย จะเปิดดำเนินการได้ภายในเดือนมิถุนายน 2569 หลังจากได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย

"เราได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารไร้สาขาหรือ Virtual Bank จากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเป็นการดำเนินการร่วมกับธนาคารกรุงไทยและโออาร์ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอย่างธนาคารกรุงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างเอไอเอส และผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกอย่างโออาร์" นายปรัธนากล่าวทิ้งท้าย