บ้านปูเปิดแผนปี 2569 ผุด 'BANPU NewCo' ลุย 4 ธุรกิจหลัก มั่นใจสงครามตะวันออกกลางไม่กระทบ
นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2568 พร้อมกางแผนกลยุทธ์สำหรับปี 2569 โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างองค์กรด้วยการควบรวมบริษัทจัดตั้ง 'BANPU NewCo' เพื่อขับเคลื่อน 4 ธุรกิจหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ Energy Symphonics
ผลการดำเนินงานปี 2568: รายได้รวม 173,423 ล้านบาท
ในปี 2568 บ้านปูมีรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 5,278 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 173,423 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) รวม 1,191 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 39,108 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทได้รับผลกระทบจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 45.9 ล้านเหรียญสหรัฐ และรายการอนุพันธ์ทางการเงิน ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิ 61.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,025 ล้านบาท
สัดส่วนรายได้รวมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายได้จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้ารวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 52% ของรายได้ทั้งหมด สะท้อนถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและยั่งยืน
แผนปี 2569: ควบรวมบริษัทจัดตั้ง 'BANPU NewCo'
สำหรับปี 2569 บ้านปูเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรด้วยการควบรวมบริษัทระหว่างบ้านปูกับบ้านปู พาวเวอร์ เป็นบริษัทมหาชนจำกัดใหม่ภายใต้ชื่อ 'BANPU NewCo' ซึ่งจะจัดกลุ่มธุรกิจออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
- Next-Gen Mining: ธุรกิจเหมืองและทรัพยากร
- U.S. Closed-Loop Gas: ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐ
- Power+: ธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
- Future Tech: ธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานและนวัตกรรม
ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ได้อนุมัติแผนการควบบริษัทฯ เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในไตรมาส 3 ปี 2569
การขยายธุรกิจและลงทุนในพลังงานคาร์บอนต่ำ
บ้านปูวางแผนขยายธุรกิจไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Jinhu Qianfeng ในประเทศจีน ซึ่งคาดว่าจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในไตรมาส 3 ปี 2569 นอกจากนี้ ยังมุ่งลงทุนในพลังงานคาร์บอนต่ำและเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในสหรัฐ โดยมีแผนเปิดดำเนินการโครงการ Cotton Cove ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569
สำหรับธุรกิจถ่านหินในปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตในออสเตรเลียเป็น 8.3 ล้านตัน ขณะที่เหมืองในจีนตั้งเป้า 10.5 ล้านตัน และเหมืองในมองโกเลียตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2.3 ล้านตัน
มุมมองต่อตลาดพลังงานและผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง
นายสินนท์ มองว่า ความต้องการพลังงานทั่วโลกยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการเติบโตของ AI และ Data Center ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล ทำให้บริษัทฯ ต้องเร่งปรับพอร์ตธุรกิจและลงทุนในพลังงานหลากหลายรูปแบบ
ส่วนกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มองว่าเป็นเพียง 'จุดเริ่มต้น' ที่ส่งผลกระทบทางอ้อมแต่เป็นบวกต่อบริษัท เนื่องจากความเสี่ยงด้านอุปทานน้ำมันและก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะผลักดันให้ความต้องการใช้ถ่านหินกลับมาสูงขึ้น โดยปัจจุบันราคาถ่านหินดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่กว่า 130 เหรียญสหรัฐต่อตัน จากเฉลี่ย 100 เหรียญในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ธุรกิจก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ บ้านปูได้ใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงด้วยการล็อกราคาไว้ที่ 3.8 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู สำหรับ 70% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในปีนี้ ทำให้มั่นใจว่ารายได้จากฝั่งสหรัฐฯ จะมีความมั่นคงสูง
บ้านปูตั้งเป้าการลงทุนรวมประมาณ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 5 ปี (2569–2573) โดยมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจดักจับและกักเก็บคาร์บอน และแร่ธาตุสำคัญ พร้อมตั้งเป้าให้ EBITDA เติบโตมากกว่า 1.5 เท่า และสร้างรายได้ EBITDA จากธุรกิจที่ไม่ใช่ถ่านหินมากกว่า 50% ภายในปี 2573



