ไทยเครดิต เปิดแผน Full Digital Banking หลังกำไรปี 68 ทุบสถิติ 4,000 ล้านบาท
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ประกาศผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่สร้างสถิติใหม่ โดยกำไรสุทธิรวมแตะ 4,016 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นการทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยว่า แม้จะเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่ธนาคารสามารถเติบโตได้อย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ที่ทำกำไรได้ถึง 1,175 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 15.9%
สินเชื่อเติบโตสูง 11.5% สวนทางอุตสาหกรรม
เงินให้สินเชื่อรวมของธนาคารอยู่ที่ 181,900 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 11.5% ซึ่งขัดแย้งกับภาพรวมอุตสาหกรรมธนาคารที่เติบโตเฉลี่ยเพียง 1.3% การขยายตัวนี้มาจากการเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่ม Micro SME และกลุ่มรายย่อยที่มีความต้องการเงินทุนสูง
- สินเชื่อเพื่อธุรกิจไมโคร SME: 123,500 ล้านบาท (+13.1%)
- สินเชื่อใช้บ้านเป็นหลักประกัน: 27,900 ล้านบาท (+10.6%)
- สินเชื่อบุคคล: 9,400 ล้านบาท (+41.6%)
- สินเชื่อนาโนและไมโครเครดิต: 21,100 ล้านบาท (-4.8%) เนื่องจากนโยบายการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง
ด้านอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ธนาคารรักษาไว้ได้ที่ระดับ 16.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมไทยที่ 9.7% ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 7.7% จากปีก่อนที่ 8.6% แต่ยังคงเป็นระดับสูงสุดในกลุ่ม
คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น ต้นทุนความเสี่ยงลดลง
อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) ปรับลดลงมาอยู่ที่ 4.2% จาก 4.4% ในปีก่อน โดยเน้นการปรับโครงสร้างหนี้และการเคลม บสย. มากกว่าการขายหนี้ออก ต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (Credit Cost) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจาก 2.65% เหลือ 1.83% ส่งผลให้มูลค่าการตั้งสำรอง (ECL) ลดลง 22.3% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
นายรอยย์ ระบุว่า ผลการดำเนินงานดังกล่าวมาจากโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อที่กระจายตัวและมีประสิทธิภาพ โดยสัดส่วนส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SME) ซึ่งธนาคารสามารถควบคุมคุณภาพหนี้ได้ดีกว่าเป้าหมายที่คาดไว้ ผ่านโมเดลการเข้าถึงลูกค้าและการให้ความช่วยเหลือจากโครงการภาครัฐ
เป้าหมายปี 2569: สินเชื่อโต 2 หลัก และ Full Digital Banking
สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 ธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อหลักในอัตราเลข 2 หลัก (Double Digit) โดยคาดว่าจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 11% เน้นบริการกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ซึ่งประเมินว่ายังมีโอกาสในตลาดอีกกว่า 30%
เป้าหมายทางการเงินในปี 2569 ประกอบด้วย:
- NIM ทรงตัวอยู่ในระดับ 7.5% - 8.0%
- Cost to Income Ratio ตั้งเป้าไว้ที่ 42% - 44% และมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในระยะยาว
- NPL Ratio คุมเข้มให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 4.5%
- NPL Coverage Ratio ตั้งสำรองแบบระมัดระวัง ที่ระดับ 158%
- ROE 16-20%
รุกดิจิทัลสู่ Full Digital Banking Platform
ธนาคารให้ความสำคัญกับการนำดิจิทัลมาพัฒนาการดำเนินงาน พร้อมตั้งเป้าเป็น "Full Digital Banking Platform" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน (Cost Saving) โดยวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลผ่าน 3 โปรเจกต์หลัก:
- MicroPay Platform: อัปเกรดระบบใหม่ในไตรมาส 4 ปี 2568 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและฟีเจอร์การใช้งานสำหรับพ่อค้าแม่ค้า
- Alpha SMT: เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บนโมบายแอปพลิเคชันในเดือน ก.พ. 2569 ให้ลูกค้าเบิกถอนวงเงินได้สะดวกผ่านช่องทางดิจิทัล 100%
- New Core Banking: โครงการปรับเปลี่ยนระบบธนาคารหลัก เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาวและเพิ่มความรวดเร็วในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
นายรอยย์ กล่าวว่า "เป้าหมายของการนำดิจิทัลเข้ามาใช้ ไม่ใช่แค่ความสะดวกสบาย แต่คือการเพิ่ม Productivity และลดต้นทุนการประกอบการ ซึ่งเมื่อเราลดต้นทุนได้ ธนาคารจะสามารถส่งต่อประโยชน์เหล่านี้คืนให้กับลูกค้ากลุ่มรายย่อย เพื่อลดภาระทางการเงินและสร้างการเติบโตไปพร้อมกัน"
มองสถานการณ์เศรษฐกิจและความท้าทาย
สำหรับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและความไม่แน่นอนระดับโลก นายรอยย์ มองว่ากลุ่มลูกค้าหลักของธนาคารซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายย่อย มีความยืดหยุ่นสูงและได้รับผลกระทบทางตรงจากปัจจัยต่างประเทศค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงจับตาดูราคาพลังงานและราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นต้นทุนหลักที่กระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของกลุ่ม Micro SME
นอกจากนี้ ธนาคารประเมินว่า GDP ไทย ปี 2569 อาจเติบโตต่ำกว่าปีที่ผ่านมา แต่หากมีนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลใหม่ ก็คาดว่าจะสามารถผลักดันให้ GDP แตะระดับ 3% ได้จริง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้พอร์ตสินเชื่อของธนาคารขยายตัวได้มากกว่า 11% ตามเป้าหมาย
ส่วนความกังวลเรื่องการเข้ามาของ Virtual Bank นายรอยย์ มองว่าแม้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่ใกล้เคียงกัน แต่ธนาคารไทยเครดิตมี Business Model ที่ชัดเจนและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า ดังนั้นจึงไม่น่าจะได้รับผลกระทบ
โครงการ SME Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ธนาคารคาดว่าจะมีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อผ่านโครงการนี้ประมาณ 500-700 ล้านบาท เนื่องจากข้อจำกัดด้านสัดส่วนเงินนำส่ง FIDF แต่จะเน้นการปล่อยสินเชื่อผ่านกลไกปกติและ บสย. เป็นหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสินเชื่อ SME ที่ 50,000 ล้านบาทต่อปี



