วิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง 6 บาท เขย่าธุรกิจร้านอาหาร SMEs ปรับตัวไม่ทันเสี่ยงสภาพคล่องตึง
น้ำมันพุ่ง 6 บาท เขย่าร้านอาหาร SMEs ปรับตัวไม่ทัน

วิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง 6 บาท เขย่าธุรกิจร้านอาหาร SMEs ปรับตัวไม่ทันเสี่ยงสภาพคล่องตึง

นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย เปิดเผยว่า การลอยตัวราคาน้ำมันและปรับขึ้นทันทีลิตรละ 6 บาท มีผลกลางดึกวันที่ 25 มีนาคม 2569 ถือเป็นแรงกระแทกต้นทุนครั้งใหญ่ต่อผู้ประกอบการ ธุรกิจร้านอาหาร SMEs ซึ่งได้รับผลกระทบในลักษณะ “ช็อกเชิงต้นทุน” แม้ยังไม่ถึงขั้นล้มทันที แต่จะกระทบกำไรและสภาพคล่องอย่างชัดเจนในระยะสั้น

ผลกระทบรุนแรงกว่าปกติจากห่วงโซ่อุปทาน

นายสรเทพอธิบายว่า การขึ้นราคาครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ เพราะโดยทั่วไปน้ำมันมักปรับขึ้นครั้งละเพียง 0.50-1 บาทต่อลิตร แต่รอบนี้กระโดดทันที 6 บาท ส่งผลให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นทันทีราว 20-25% ขณะที่ราคาวัตถุดิบมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นอีก 10-15% ทำให้ร้านอาหารไม่ได้รับผลกระทบเฉพาะค่าน้ำมันโดยตรง แต่เป็นการถูกกดดันทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ขนส่ง ซัพพลายเออร์ จนถึงหน้าร้าน

สำหรับผลกระทบในระยะสั้นช่วง 1-4 สัปดาห์แรก ร้านอาหารจำนวนมากจะเผชิญภาวะต้นทุนพุ่ง แต่ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายได้ทันที ส่งผลให้มาร์จิ้นหายไป 10-30% และกระแสเงินสดเริ่มตึงตัว จากนั้นในช่วง 1 เดือนข้างหน้า ซัพพลายเออร์จะเริ่มส่งผ่านต้นทุนชัดขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคจะเริ่มรู้สึกถึงราคาอาหารที่แพงขึ้น ซึ่งอาจกดดันกำลังซื้อให้ชะลอลง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลุ่มเสี่ยงสูงและแนวทางรับมือเร่งด่วน

กลุ่มที่เสี่ยงมากที่สุด ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • ร้านที่พึ่งพาเดลิเวอรีหนัก
  • ร้านที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าหรือขนส่งไกล
  • ร้านที่ตั้งราคาตายตัวปรับขึ้นได้ยาก
  • SMEs ที่เดิมมีอัตรากำไรต่ำอยู่แล้ว

โดยแนวทางเร่งด่วนคือ ลดของเสีย ปรับสัดส่วนเมนู ตัดเมนูที่กำไรต่ำ เจรจาซัพพลายเออร์ใหม่ และรวมรอบการส่งสินค้าเพื่อลดต้นทุน ขณะเดียวกันควรเร่งทำ menu engineering ดันเมนูกำไรสูง ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มเดลิเวอรี และใช้ข้อมูลต้นทุนจริงมาวิเคราะห์เพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจ

ผลกระทบต่อธุรกิจโรงแรมและโฮสเทล

ในส่วนของธุรกิจโรงแรมและโฮสเทล นายสรเทพมองว่า แม้จะไม่ช็อกทันทีเท่าร้านอาหาร แต่จะได้รับผลกระทบแบบ “เจ็บลึกและนานกว่า” จากทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและกำลังซื้อด้านการเดินทางที่ชะลอลง โดยต้นทุนรวมมีแนวโน้มเพิ่ม 10-20% ผ่านค่าไฟ ค่าขนส่ง และการปรับราคาจากซัพพลายเออร์ ขณะที่นักท่องเที่ยวอาจชะลอการเดินทางจากค่าตั๋วเครื่องบินและค่าเดินทางในประเทศที่แพงขึ้น ส่งผลให้โฮสเทลและที่พักราคาประหยัดเสี่ยงมากกว่ากลุ่มอื่น เพราะลูกค้าอ่อนไหวต่อราคาอย่างมาก

นายสรเทพสรุปว่า “วิกฤตราคาน้ำมันรอบนี้ไม่ใช่แค่ต้นทุนเพิ่ม แต่ยังกระทบกำลังซื้อไปพร้อมกัน หรือเป็น double impact ที่จะชี้ชะตาผู้ประกอบการอย่างชัดเจนในช่วง 1-2 เดือนจากนี้ โดยธุรกิจที่ปรับตัวเร็ว คุมต้นทุน และรักษาสภาพคล่องได้ จะยังมีโอกาสรอดและเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้”

มาตรการช่วยเหลือจากภาคเอกชน

ด้านนายยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไลน์แมน วงใน (LINE MAN Wongnai - LMWN) เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลต่อต้นทุนในภาพรวม ไม่ใช่เฉพาะค่าขนส่งหรือไรเดอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงราคาวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อร้านอาหารและผู้บริโภคด้วย ขณะนี้ไลน์แมนวงในกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายและราคา โดยจะพิจารณามาตรการช่วยเหลือทุกฝ่ายตามความเหมาะสม โดยรูปแบบและรายละเอียดของมาตรการยังอยู่ระหว่างการประเมินเบื้องต้น คาดว่าจะมีการสนับสนุนในส่วนของไรเดอร์ก่อน