เว็ทซินโนว่า ปรับซัพพลายเชนรับความเสี่ยงสงคราม ยืดสต๊อกสินค้าเป็น 6 เดือน
เว็ทซินโนว่าปรับซัพพลายเชนรับสงคราม ยืดสต๊อก 6 เดือน (19.03.2026)

เว็ทซินโนว่า ปรับซัพพลายเชนรับความเสี่ยงสงคราม ยืดสต๊อกสินค้าเป็น 6 เดือน

เว็ทซินโนว่า บริษัทผู้ผลิตอาหารและอาหารเสริมสัตว์เลี้ยงชั้นนำของไทย ได้ปรับแผนบริหารจัดการซัพพลายเชนเพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากสงคราม โดยขยายระยะเวลาการสั่งสินค้าล่วงหน้าจากเดิม 2-3 เดือน เป็นประมาณ 6 เดือน พร้อมเพิ่มปริมาณสต๊อกสินค้าให้เพียงพอสำหรับรองรับยอดขายล่วงหน้าในช่วงครึ่งปี แม้ผลกระทบจากสงครามยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญในปัจจุบัน แต่บริษัทเลือกดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนในอนาคต

ตรึงราคาสินค้าและควบคุมต้นทุนเพื่อผู้บริโภค

นางสาวมนัยธร เสริบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เว็ทซินโนว่า จำกัด เปิดเผยว่า ต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก ยังคงอยู่ในระดับทรงตัวในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ผลิตรายใหญ่ยังมีสต๊อกเดิมรองรับอยู่ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจเริ่มเห็นแรงกดดันด้านราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นได้ บริษัทยังคงตรึงราคาสินค้าและพยายามควบคุมต้นทุนอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของราคามากขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

ผลประกอบการแข็งแกร่งและเป้าหมายการเติบโตสูง

ในด้านผลประกอบการ บริษัทมีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 420 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และตั้งเป้าหมายสำหรับปี 2569 ไว้ที่ 700 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 67% แรงหนุนหลักมาจากตลาดสัตว์เลี้ยงที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงในฐานะสมาชิกครอบครัวมากขึ้น การเติบโตนี้ได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น อาหารเสริมและอาหารเพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะแบรนด์ VFCore และ DeliSci ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยอิงแนวทางสัตวแพทย์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แผนขยายตลาดต่างประเทศและการลงทุนในนวัตกรรม

สำหรับปี 2569 บริษัทมีแผนขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม จากปัจจุบันที่ส่งออกไปแล้ว 7 ประเทศ และเตรียมเพิ่มอีก 4 ประเทศ ควบคู่ไปกับการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนาปีละกว่า 10 ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม แม้ตลาดสัตว์เลี้ยงไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวแตะระดับ 1 แสนล้านบาทในปี 2569 แต่การแข่งขันก็รุนแรงขึ้นจากผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

ความท้าทายและเป้าหมายระยะกลาง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมกำลังซื้อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา ข้อมูลของบริษัทพบว่าผู้บริโภคกว่า 90% ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของราคามากขึ้น สะท้อนถึงแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ แม้ความต้องการดูแลสัตว์เลี้ยงจะยังเติบโตต่อเนื่อง บริษัทตั้งเป้าหมายระยะกลางในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี โดยตั้งเป้ารายได้แตะ 1,000 ล้านบาท ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายแต่ยังมีโอกาสเติบโตสูง