น้ำมันทะยานเขย่าธุรกิจก่อสร้าง ดูโฮมตรึงราคา 40% ผนึกซัพพลายเออร์พยุงตลาด
วันที่ 7 เมษายน 2569 เวลา 08:57 น. – ราคาน้ำมันที่ทะยานเกิน 50 บาทต่อลิตร สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง โดยกระทบต้นทุนทั้งระบบ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า ค่าบริการทีมช่าง ไปจนถึงกระบวนการผลิตในโรงงาน อย่างไรก็ตาม บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศมาตรการตรึงราคาสินค้าประมาณ 40% เพื่อลดแรงกดดันต่อผู้บริโภค พร้อมจับมือซัพพลายเออร์เพื่อชะลอการขึ้นราคาและช่วยดูดซับต้นทุนส่วนเพิ่ม
ต้นทุนน้ำมันพุ่ง กดดันซัพพลายเชนและกำลังซื้อ
นายมารวย ตั้งมิตรประชา กรรมการบริหารของดูโฮม เปิดเผยว่า การปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ส่งผลให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากวัสดุเหล่านี้มีน้ำหนักมากและต้องพึ่งพาการขนส่งเป็นหลัก บริษัทจึงเลือกใช้แนวทางบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถตรึงราคาสินค้าได้ราว 40% ของสินค้าทั้งหมด โดยเน้นกลุ่มที่ไม่อ่อนไหวต่อราคาน้ำมัน พร้อมรักษาค่าบริการให้คงที่
“เราไม่ได้แบกรับต้นทุนเพียงฝ่ายเดียว แต่ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิด เพื่อเจรจาต้นทุนและจัดโปรโมชั่นร่วมกัน ซึ่งช่วยไม่ให้ภาระถูกผลักไปยังราคาขายปลีกทั้งหมด” นายมารวยกล่าว พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างต้นทุนกับราคาขายในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
ตลาดเริ่มฟื้นบางส่วน สินเชื่อผู้รับเหมาเป็นเครื่องยนต์หลัก
ก่อนเกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมาเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาคเอกชน ขณะที่ภาครัฐยังทรงตัว แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัวในปีที่ผ่านมา แต่ดูโฮมยังสามารถทำรายได้รวมกว่า 30,000 ล้านบาท และมียอดขายสาขาเดิมเติบโต 1% ตลาดวัสดุก่อสร้างโดยรวมมีมูลค่าประมาณ 170,000 ล้านบาท โดยกลุ่มโมเดิร์นเทรดมีสัดส่วนเพียง 20% ซึ่งแสดงถึงโอกาสการเติบโตที่ยังเปิดกว้าง
หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการให้สินเชื่อทางการค้าแก่ลูกค้ากลุ่มมืออาชีพในภาคก่อสร้าง โดยมีผู้รับเหมาเป็นฐานหลัก ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนราว 30% ของรายได้รวม และคุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับแข็งแกร่งด้วยหนี้เสียเกือบเป็นศูนย์ บริษัทมีทีมสินเชื่อเฉพาะทางกว่า 40 คน ที่ติดตามและประเมินลูกค้าเป็นรายบุคคล พร้อมให้วงเงินสูงสุดถึง 30–40 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนสภาพคล่อง
ปรับกลยุทธ์สู่ ‘อีโคซิสเต็มเรื่องบ้าน’ และแคมเปญ ‘แค่มาก็กำไร’
ดูโฮมได้ปรับกลยุทธ์จากผู้จำหน่ายวัสดุก่อสร้าง สู่การพัฒนา “อีโคซิสเต็มเรื่องบ้าน” โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าเจ้าของบ้านมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 40–50% ของยอดขาย สอดคล้องกับเทรนด์การรีโนเวตในช่วงตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว บริษัทขยายบริการผ่านทีม “นายช่าง” ที่ครอบคลุมงานติดตั้ง ซ่อมแซม และต่อเติม พร้อมมี Nai Chang Academy เป็นโรงเรียนรับรองมาตรฐาน
พร้อมกันนี้ บริษัทยังตอกย้ำจุดแข็ง “ครบ ถูก ดี” โดยขยับบทบาทจากร้านวัสดุก่อสร้างราคาส่ง สู่ “เครื่องมือสร้างกำไร” ผ่านแคมเปญ “แค่มาก็กำไร” ซึ่งยกระดับความหมายของราคาส่งให้เป็นกลไกเพิ่มผลตอบแทนที่วัดผลได้จริง แคมเปญนี้เจาะกลุ่มหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ ช่างและผู้รับเหมาที่ต้องการคุมต้นทุน ร้านค้าช่วงที่เน้นสต็อกพร้อม และเจ้าของบ้านที่มองหาความคุ้มค่า
ขยายเครือข่ายสาขาและพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่
ดูโฮมเร่งขยายเครือข่ายสาขา โดยปัจจุบันมีสาขาขนาดใหญ่ 27 แห่ง ที่เน้นสินค้าครบวงจร เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องมือช่าง และเครื่องใช้ไฟฟ้า เหมาะสำหรับโครงการใหญ่และผู้รับเหมา พร้อมเดินหน้าขยายรูปแบบ Dohome To Go ในชุมชน ซึ่งเป็นร้านสะดวกซื้อขนาดกะทัดรัด ตอบโจทย์ซ่อมแซมด่วนด้วยสินค้าจำเป็น 100-200 รายการ ตั้งเป้าเพิ่มอีก 20 สาขาในปีนี้ โดยให้บริการซ่อมแซมฉุกเฉินภายใน 3 ชั่วโมง
นอกจากนี้ บริษัทยังพัฒนาโมเดลฟอร์แมตขนาดกลาง ขนาด 13,000–15,000 ตารางเมตร เพื่อเจาะตลาดอำเภอขนาดกลางที่สาขาใหญ่ยังเข้าไม่ถึง รวมถึงมุ่งพัฒนา Omni-channel เชื่อมโยงช่องทางออนไลน์และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ โดยมีฐานสมาชิก Loyalty Platform กว่า 4 ล้านราย ใช้วิเคราะห์พฤติกรรมซื้อแบบ 360 องศา แม้ยอดขายออนไลน์ยังอยู่ที่ 2% ของรายได้รวม แต่ถือเป็นช่องทางที่กำลังเติบโตสูงมาก



