พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ก้าวสู่ รมว.กลาโหม จากอดีตแม่ทัพภาค 2 สู่ตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล
พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม จากอดีตแม่ทัพภาค 2 (31.03.2026)

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอย่างเป็นทางการ

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาค 2 ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาล 'อนุทิน 1' อย่างเป็นทางการ ถือเป็นการขยับชั้นจากตำแหน่งรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสู่ตำแหน่งสำคัญนี้ โดยเส้นทางรับราชการของเขาเติบโตในพื้นที่ชายแดนอีสานใต้มาตลอด แม้ว่าบ้านเกิดจะอยู่ที่ตำบลหัวไทร อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทราตามแนวแม่น้ำบางปะกงก็ตาม

ประวัติและเส้นทางรับราชการ

พล.ท.อดุลย์ เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2507 ปัจจุบันอายุ 62 ปี มีพื้นเพวัยเด็กเป็นชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดลาดบัวขาวในพื้นที่เดียวกัน เนื่องจากบิดาเป็นทหาร เขาจึงเติบโตในครอบครัวทหารที่ค่ายจักรพงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี หลังจบการศึกษาโรงเรียนเตรียมทหาร เขาได้เดินทางไปรับราชการและเติบโตในพื้นที่อีสานใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มจากผู้บังคับหมวด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 (ร.23 พัน 4) ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ก่อนจะขึ้นเป็นผู้บังคับกองร้อยและผู้บังคับกองพันในที่สุด

พล.ท.อดุลย์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 26 และโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 37 มีเพื่อนร่วมรุ่นที่โดดเด่น เช่น พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2, พล.ต.วีระยุทธ รักษ์ศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 คนปัจจุบัน และ พล.ต.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

บุคลิกและผลงานในสนามรบ

บุคลิกของพล.ท.อดุลย์ เป็นคนพูดน้อย แต่ได้รับการยอมรับว่าเป็นทหารนักรบตัวจริง ภารกิจสำคัญของเขาเกิดขึ้นเมื่อครั้งเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 234 โดยได้นำทหารเข้าสู้รบในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหารในช่วงปี 2551-2552 ต่อมาในปี 2554 ขณะดำรงตำแหน่งผู้บังคับการเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ เขาคุมพื้นที่แนวชายแดนด้านสุรินทร์-บุรีรัมย์ และนำนักรบชุดดำสู้ศึกเขาพระวิหาร เพื่อปกป้องอธิปไตยในสมรภูมิ 'ตาควาย-ตาเมือนธม'

ฝีมือการทำงานในภาคสนามของเขาเป็นที่กล่าวขาน โดยเฉพาะสงคราม 12 วัน ในการรบช่วงปราสาทตาควาย นับตั้งแต่สมัยเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร เพื่อนร่วมรุ่นต่างทราบดีว่า พล.ท.อดุลย์ ชอบเล่นกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล และเป็นนักกีฬาฟุตบอลเก่าที่มักลงสนามเตะฟุตบอลเสมอ

ความสัมพันธ์และชีวิตหลังเกษียณ

เมื่อเป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 23 ที่ค่ายพระยามหากษัตริย์ศึกหรือค่ายเขากระโดง ตำบลเสม็ด อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เขามีความคุ้นเคยกับ 'ตระกูลชิดชอบ' ซึ่งเป็นบ้านใหญ่ในบุรีรัมย์ ก่อนเกษียณอายุราชการ พล.ท.อดุลย์ ได้รับรางวัลเกียรติยศจักรดาว ในฐานะศิษย์เก่าดีเด่น จากโรงเรียนเตรียมทหาร

หลังเกษียณอายุราชการ เขาได้เป็นที่ปรึกษามูลนิธิชัยพัฒนา ทำงานร่วมกับหม่อมราชวงศ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพิเศษ มูลนิธิชัยพัฒนา ในโครงการทหารพันธุ์ดี ของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 26 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23

ชีวิตส่วนตัวและครอบครัว

พล.ท.อดุลย์ สมรสกับ นางสุพิศ บุญธรรมเจริญ อดีตประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์และดูแลสวัสดิการของครอบครัวกำลังพลในพื้นที่อีสานใต้ ทั้งคู่มีบุตรด้วยกัน 2 คน

ความสำคัญของการแต่งตั้งครั้งนี้

การเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้ของ 'บิ๊กดุลย์' ถูกหลายฝ่ายมองว่า นี่อาจเป็นครั้งแรกนับจากปี พ.ศ.2500 ที่ประเทศไทยจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่เป็นทหารยศพลโท เนื่องจากก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นจอมพลหรือนายพลเอกกันทั้งนั้น

ย้อนประวัติรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม ไปถึงปี 2500 มีผู้ดำรงตำแหน่งรวม 33 คน (34 สมัย) แบ่งเป็นข้าราชการทหาร 26 คน และพลเรือน 7 คน โดยพลเรือน 7 คนที่เคยรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย:

  1. ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (นายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม)
  2. นายชวน หลีกภัย (นายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม)
  3. นายสมัคร สุนทรเวช (นายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม)
  4. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ (นายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม)
  5. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (นายกรัฐมนตรีควบ รมว.กลาโหม)
  6. นายสุทิน คลังแสง (พลเรือนคนแรกที่ไม่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีควบคู่ไปด้วย)
  7. นายภูมิธรรม เวชยชัย (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม)

ส่วนข้าราชการทหาร 26 คนที่เคยรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกอบด้วย จอมพลแปลก พิบูลสงคราม, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์, จอมพลถนอม กิตติขจร, พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์, พล.อ.ครวญ สุทธานินทร์, พล.อ.ทวิช เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา (รับตำแหน่ง 2 สมัย), พล.อ.ประมาณ อดิเรกสาร, พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา, พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่, พล.อ.เล็ก แนวมาลี, พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์, พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, พล.อ.อ.พะเนียง กานตรัตน์, พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์, พล.อ.สุจินดา คราประยูร, พล.อ.บรรจบ บุนนาค, พล.อ.วิจิตร สุขมาก, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร, พล.อ.สัมพันธ์ บุญยอนันต์, พล.อ.บุญรอด สมทัศน์, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

การแต่งตั้งพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ในครั้งนี้ จึงนับเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะในกระทรวงกลาโหม ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของระบบราชการทหารในยุคปัจจุบัน