สุรเวช เตลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโนเบิล เรสเตอท์รองต์ จำกัด ผู้บริหารแฟรนไชส์ Mo-Mo-Paradise แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดเผยถึงเส้นทาง 19 ปีของธุรกิจชาบูสุกี้สไตล์ญี่ปุ่นแท้ ว่าแม้ตลาดหม้อไฟจะแข่งขันรุนแรง แต่ร้านยังคงยืนหยัดด้วยกลยุทธ์ของตัวเองอย่างเงียบ ๆ
จุดยืนที่ไม่เปลี่ยน
สุรเวชกล่าวว่า “ผมไม่เก่งการตลาด เลยขอไปเรื่อย ๆ แบบมั่นคงดีกว่า ไม่อยากสูญเสียความเป็นตัวเอง ไม่อยากโตก้าวกระโดด Mo-Mo-Paradise ไม่เคยทำการตลาดจริงจัง กลัวการตลาดสร้างภาพเกินจริง ไม่ชอบแบบนั้น ผมว่าการตลาดที่ดีที่สุดคือพนักงานหน้าร้าน ต้องทำให้ดี ให้ลูกค้ารัก”
ตั้งแต่เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิลด์เมื่อ 27 ธันวาคม 2550 จนถึงปัจจุบัน Mo-Mo-Paradise มีสาขารวม 32 แห่ง ซึ่งน้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ดำเนินธุรกิจ แต่ปี 2568 ทำรายได้ 1,800 ล้านบาท และในปี 2569 คาดว่ารายได้จะแตะ 2,000 ล้านบาท
การรับมือกับความท้าทาย
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดชาบู-สุกี้แข่งขันรุนแรงและเศรษฐกิจไม่ดี สุรเวชตัดสินใจไม่ลดคุณภาพหรือขนาดอาหาร รวมถึงไม่ขึ้นราคา โดยหันไปลดการสูญเสียวัตถุดิบ เช่น ผักเสียหรือเนื้อสไลด์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ปรับกระบวนการทำงานจนลดต้นทุนได้ 20% ประกอบกับไตรมาสแรกของปี 2569 มีจำนวนลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ทำให้มั่นใจว่ารายได้จะถึงเป้า
“เราเป็นบุฟเฟต์ที่กินได้ไม่อั้นในราคาเดียว แต่ให้คุณภาพระดับ A La Carte นี่คือเหตุผลที่ผมจีบ Mo-Mo-Paradise เข้ามาเปิดในไทย เป็นประเทศแรกนอกตลาดญี่ปุ่น” สุรเวชกล่าว
จุดเริ่มต้นและความเชื่อ
สุรเวชเรียนบริหารธุรกิจจากเอแบค และปริญญาโทการตลาดจากสหรัฐอเมริกา ครอบครัวทำธุรกิจขนมญี่ปุ่นส่งออก หลังจากเรียนจบ เขาช่วยธุรกิจครอบครัวก่อน เมื่อพ่อขายกิจการให้กลุ่มบุญรอด จึงเดินหน้าจีบ Mo-Mo-Paradise ท่ามกลางคู่แข่งมากมาย “ผมให้คำมั่นว่าจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย ผมเชื่อว่าเขาเลือกผมเพราะเหตุนี้ ทั้งที่ผมไม่มีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อน”
เปิดร้านปีแรก สุรเวชยืนหน้าร้านครบ 365 วัน หลังจาก 2 เดือนจึงแน่ใจว่าธุรกิจไปได้ แม้ในช่วงแรกจะถูกต่อว่าจากลูกค้าที่ไม่เข้าใจการเสิร์ฟไข่ดิบกับสุกี้น้ำดำ ให้น้ำซุปน้อย รสจืด และไม่มีน้ำจิ้ม แต่ไม่นานลูกค้าก็เปิดใจ “ลูกค้าคนไทยร้องขอพริก มะนาว เราต้องต่อรองกับญี่ปุ่นนานมาก เขายอมให้พริก แต่มะนาวไม่ยอม หลายเมนูที่ลูกค้าขอมาทำไม่ได้เพราะติดเจ้าของแฟรนไชส์ อาหารห้ามมีผงชูรสหรือสารปรุงแต่งแม้ 0.01%”
การเติบโตหลังโควิด
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังโควิด ซึ่งตอนนั้นมีสาขาประมาณ 20 แห่งหลังเปิดมา 13 ปี “ร้านอาหารถูกปิดช่วงโควิด มีลูกค้าโพสต์ถึงเราว่าอยากกิน คิดถึง Mo-Mo-Paradise กลายเป็นไวรัล พอร้านเปิดมีคนมารอต่อคิวทุกสาขา ช่วงพีกรอ 4-5 ชั่วโมง เครียดกันทั้งร้าน แต่ทำให้เราเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น”
สุรเวชเปรียบเทียบการทำร้านอาหารว่าเหมือนยืนอยู่บนความไม่ปลอดภัยตลอดเวลาและมีผู้ท้าชิงเสมอ “ผมไม่เคยนิ่งนอนใจ และไม่วัดความสำเร็จด้วยจำนวนสาขา อยากให้สาขามีลูกค้าเต็มมากกว่า ไม่แข่งกับใคร แต่ต้องทำให้ดีที่สุด”
คุณภาพและบริการ
แม้การขายสุกี้ชาบูจะดูง่าย แต่สุรเวชยืนยันว่าไม่มีอะไรง่ายที่ Mo-Mo-Paradise “เราเน้นบริการและคุณภาพ คุมอุณหภูมิทุกขั้นตอน รับมาที่อุณหภูมิเท่าไร เก็บที่เท่าไร เสิร์ฟที่เท่าไร ผักแต่ละชนิดต้องเก็บในอุณหภูมิไม่เท่ากัน ไหนจะตัดแต่งให้พอดีคำ เนื้อสัตว์ก็เช่นกัน ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มี ดูเหมือนน้อยแต่มาก เรามีพนักงาน 1,500 คน เพราะขั้นตอนการทำงานมีมากมาย บริการที่ดีต้องใช้คน”
นอกจาก Mo-Mo-Paradise บริษัทยังแตกแบรนด์อื่นในโมเดลแฟรนไชส์ เช่น Nabezo Premium, Gyukatsu Kyoto Katsugyu, Guljak Topokki Chicken และ Joseon สุรเวชซึ่งอยู่ในธุรกิจอาหารเกือบ 20 ปี อธิบายว่าไม่ใช่นักสร้างแบรนด์หรือคนครีเอทีฟ แต่เป็นนักบริหารจัดการ จึงยังโฟกัสสิ่งที่ถนัด แต่ในอนาคตไม่แน่
จุดแข็งที่ทำให้อยู่มาได้เกือบ 20 ปี คือความคิดบวกและ Growth Mindset “ผมไม่ยอมแพ้กับอะไร เจอปัญหาจะมองว่าเป็นบททดสอบจากฟ้า ท้าทายให้เราผ่านไปให้ได้ ผมเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด ทำได้คือการกระทำ ทำไม่ได้เป็นความคิด นี่คือสิ่งที่ปลูกฝังกับทีมตลอดเวลา”
นอกจากเป้าหมายรายได้แตะ 2,000 ล้านบาท สุรเวชมีแผนนำ Mo-Mo-Paradise ออกไปต่างจังหวัด จากที่เปิดสาขาแรกที่ชลบุรีเมื่อ 3 ปีก่อน เพราะเชื่อว่าตลาดชาบูสุกี้ยังไปต่อได้ โดยจะยอมขยายสาขาด้วยสปีดที่เร็วขึ้นกว่าเดิมอีกนิด



