ไทยเครดิตเผยผลงานปี 68 กำไรโต 10.8% ชูไมโครเอสเอ็มอีเป็นหัวใจธุรกิจ
ไทยเครดิตกำไรโต 10.8% ปี 68 ชูไมโครเอสเอ็มอี

ไทยเครดิตเผยผลงานปี 2568 กำไรสุทธิโต 10.8% ชูไมโครเอสเอ็มอีเป็นหัวใจธุรกิจ

ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผลการดำเนินงานในปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมีกำไรสุทธิ 4,016 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้น10.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดคงค้างสินเชื่อรวมอยู่ที่ 181,900 ล้านบาท ขยายตัว11.5% พร้อมกับมีส่วนต่างรายได้อัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) สูงถึง7.7% และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) อยู่ที่4.2% ของสินเชื่อรวม ลดลงจากระดับ 4.4% ในปีก่อน ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ดี

เน้นสินเชื่อไมโครเอสเอ็มอีและนาโนไฟแนนซ์

นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารไทยเครดิต ระบุว่า การเติบโตดังกล่าวมาจากการมุ่งเน้นการปล่อยสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีขนาดเล็ก (ไมโครเอสเอ็มอี) รวมถึงสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และไมโครไฟแนนซ์เป็นหลัก ซึ่งกลุ่มนี้มักเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ทำให้ธนาคารมีโอกาสในการขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

เป้าหมายปี 2569 และมาตรการสนับสนุน

สำหรับปี 2569 นายรอยย์คาดว่า สินเชื่อจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องในอัตราสองหลัก แม้อาจไม่ถึง 20% แต่จะมากกว่า 11% แน่นอน เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และโครงการค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับเอสเอ็มอี จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เช่น โครงการเอสเอ็มอี เครดิต บูต และ Quick Big Win

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ธนาคารตั้งเป้าดูแล NPL ให้อยู่ในช่วง4.2-4.5% พร้อมเดินหน้ายกระดับDigital Core Banking เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและบริหารจัดการการเข้าถึงลูกค้าไมโครเอสเอ็มอีได้มากขึ้น โดยนายรอยย์ชี้ว่า การใช้ดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมาช่วยให้ต้นทุนลดลงและประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบจากความขัดแย้งตะวันออกกลาง

เมื่อถูกถามถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นายรอยย์กล่าวว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อธนาคารมากนักในแง่ธุรกิจ เนื่องจากยังคงเน้นการให้สินเชื่อกับไมโครเอสเอ็มอีเป็นหลัก ซึ่งในไตรมาสแรกของปีนี้ กลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มที่ดีขึ้น แม้เศรษฐกิจโดยรวมอาจไม่ดีและผู้บริโภคใช้จ่ายน้อยลง แต่ยอดซื้อของจากไมโครเอสเอ็มอียังไม่ได้รับผลกระทบ เพราะเป็นสินค้าจำเป็นที่คนต้องใช้ ทำให้ธนาคารมีช่องทางในการขยายสินเชื่อได้อีกมาก