ธนาคารไทยเครดิต ประกาศกำไรไตรมาสแรกปี 2569 โต 29% พร้อม ROE สูงถึง 17.3%
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT ประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1 ของปี 2569 โดยมีกำไรสุทธิแตะที่ 1,164.7 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นถึง 29.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า พร้อมกับอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ที่สูงถึง 17.3% สิ่งนี้ตอกย้ำศักยภาพของธนาคารในการสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตและความแข็งแกร่งทางธุรกิจ
การเติบโตของกำไรในครั้งนี้มีปัจจัยสำคัญมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อรวม ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.8% จากปลายปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากสินเชื่อในทุกกลุ่มธุรกิจหลักที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ธนาคารยังรายงานกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.94 บาท ซึ่งแสดงถึงประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจที่โดดเด่น
นายรอยย์ ออกุสตินัส กุนารา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคารไทยเครดิต เปิดเผยว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลจากโมเดลธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยสร้างผลตอบแทนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน
การบริหารคุณภาพสินทรัพย์และความเสี่ยงเชิงรุก
ในด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถลดผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ได้ถึง 29.7% จากปีก่อน อันเป็นผลจากการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการ Quick Big Win และ SME Credit Boost ส่งผลให้คุณภาพสินทรัพย์ปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน
อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (Gross NPLs Ratio) คงที่ในระดับต่ำที่ 4.2% แม้ว่าอัตราส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) จะปรับลดลงตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ธนาคารยังคงสามารถรักษาระดับ NIM ให้อยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแกร่งที่ 7.0% สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารต้นทุนทางการเงินและโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและแผนการพัฒนาองค์กร
ธนาคารไทยเครดิตยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างเข้มงวด ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตสินเชื่อและต้นทุนทางการเงิน เพื่อตั้งรับกับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
พร้อมกันนี้ ธนาคารอยู่ระหว่างการยกระดับระบบปฏิบัติการสู่แพลตฟอร์มธนาคารดิจิทัลแบบครบวงจร (Full Digital Banking Platform) อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารความเสี่ยงในระยะยาว
นอกจากนี้ ธนาคารยังเร่งพัฒนาองค์กรสู่การเป็นสถาบันการเงินที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม รวมถึงสนับสนุนให้ลูกค้ามีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว



