สงครามตะวันออกกลางกดดันตลาดหุ้นไทย โบรกฯ แนะระยะสั้น 'Wait & See' รับความผันผวน
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่เผชิญกับความผันผวนสูง จากรายงานของบริษัทหลักทรัพย์ พาย หรือ Pi Securities ระบุว่า สถิติในอดีตชี้ให้เห็นว่าภาวะสงครามมักใช้ระยะเวลาประมาณ 1 เดือนโดยเฉลี่ย แต่บางเหตุการณ์อาจสั้นเพียง 1-2 สัปดาห์ โดยตลาดหุ้นมักปรับฐานลงเฉลี่ย 5% หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อไทยอาจจำกัด แต่หากยืดเยื้อจะกดดันผ่านต้นทุนสินค้าและการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวเอเชีย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและกลยุทธ์การลงทุน
ในระยะสั้น โบรกเกอร์แนะนำให้นักลงทุนเลือกแนวทาง Wait & See เนื่องจากสถานการณ์ค่อนข้างผันผวน อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนระยะกลาง อาจมองเป็นโอกาสเข้าสะสม โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นที่กำลังจะจ่ายปันผลดี เช่น กลุ่มธนาคาร (BANK) และเน้นพักเงินในกลุ่ม Defensive อย่างสื่อสารและโรงพยาบาล ซึ่งผลกระทบจำกัด
ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี Dow Jones ปิดลบ 403 จุด (-0.8%) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและกดดันเงินเฟ้อ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 4.7% รับแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่อาจกระทบการขนส่ง
ความกังวลหลักจากช่องแคบฮอร์มุซ
สิ่งที่นักลงทุนกังวลมากคือสถานการณ์ราคาสินค้า เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ขนส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติราว 20% ของอุปทานโลก หลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไทย พึ่งพาการนำเข้าผ่านช่องทางนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อจะยิ่งกดดันราคาน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ โดยเฉพาะในเอเชียที่อาจขาดแคลนและกระทบเศรษฐกิจ
รัฐบาลไทยได้ออกมายืนยันว่าจะคงราคาน้ำมันดีเซลไว้ 15 วัน แม้ไม่อาจประเมินระยะเวลาสงครามได้ชัดเจน ข้อมูลในอดีตตั้งแต่ปี 1941 – 2020 ระบุว่าสงครามมักทำให้ตลาดหุ้นปรับลงเฉลี่ย 5% สูงสุดถึง 20% และใช้เวลาเฉลี่ย 22 วันในการเผชิญจุดต่ำสุด
หุ้นได้ประโยชน์และหุ้นที่กดดัน
เมื่อมองกลับมาที่ตลาดหุ้นไทย จะพบว่ามีหุ้นได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ เช่น กลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP) แต่จะกดดันกับหุ้นสายการบิน (AAV, BA, THAI) และโรงไฟฟ้าที่ต้นทุนปรับขึ้น ในเชิงกลยุทธ์ นักลงทุนระยะกลางควรมองเป็นโอกาสเข้าสะสม ส่วนระยะสั้นเน้น Wait & See เนื่องจากตลาดยังมีความผันผวนสูงและ Valuation ค่อนข้างแพง
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เตือนว่า วิกฤตตะวันออกกลางอาจดันน้ำมันพุ่งและเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทยเข้าภาวะ Stagflation (เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจชะลอตัว) โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางสูง หากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100-120 ดอลลาร์/บาร์เรล จะกระทบราคาน้ำมันขายปลีก ต้นทุนโลจิสติกส์ และกำลังซื้อของประชาชน
แนวโน้มการลงทุนและคำแนะนำ
ในด้านตลาดทุน พบว่ากระแสเงินลงทุนต่างชาติเริ่มสลับเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มาเข้าสะสมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน สำหรับตลาดหุ้นไทย กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้น นักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยเข้าซื้อสะสมหุ้นในกลุ่มพลังงาน เช่น PTT, PTTEP, IVL รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่อย่าง AOT, BH, BDMS และ CENTEL
โบรกเกอร์แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์การตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมเพิ่มความระมัดระวังและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง



