นักลงทุนกำลังจับตาปรากฏการณ์ "Sell in May and Go Away" ซึ่งเป็นความเชื่อที่ว่าตลาดหุ้นในเดือนพฤษภาคมมักให้ผลตอบแทนไม่ดีนัก เนื่องจากเผชิญแรงขายทำกำไร เพราะนักลงทุนเชื่อว่าผลประกอบการไตรมาส 2 และ 3 จะไม่ดีเท่าไตรมาส 1 ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีถึงต้นปีใหม่
Sell in May เกิดจากอะไร
อีกมุมหนึ่งคือทุกปีจะมีการประกาศงบการเงินไตรมาส 1 และจ่ายเงินปันผลในเดือนพฤษภาคม เมื่อนักลงทุนได้รับสิทธิปันผลแล้วก็จะขายหุ้นที่ถือไว้เพื่อรับปันผล นอกจากนี้ นักลงทุนต่างชาติมักเคลื่อนย้ายเงินปันผลกลับไปยังแหล่งที่มา ทำให้เงินบาทอ่อนค่าและความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างดอลลาร์เพิ่มขึ้น
ข้อสังเกตของนักลงทุนบางกลุ่มชี้ว่าตลาดหุ้นในเดือนพฤษภาคมปรับตัวลงบ่อยครั้งและมากกว่าเดือนอื่นๆ โดยนักลงทุนมักแบ่งการลงทุนเป็นสองช่วง คือ พฤศจิกายนถึงเมษายน และพฤษภาคมถึงตุลาคม ทำให้ลดสัดส่วนการถือครองหุ้นในช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคม ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเบาบางลง
สถิติย้อนหลัง 20 ปี
นายพิชัย ยอดพฤติการ CFP ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย อธิบายว่า Sell in May and Go Away อ้างอิงข้อมูลดัชนี S&P 500 ตั้งแต่ปี 2493 ถึง 2565 ช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.5% ขณะที่พฤศจิกายนถึงเมษายนให้ 7% ส่วนสถิติ 20 ปีล่าสุด (2545-2565) S&P 500 ช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.41% และพฤศจิกายนถึงเมษายนให้ 5.81% สำหรับตลาดหุ้นไทย ช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมให้ 3.32% และพฤศจิกายนถึงเมษายนให้ 6.35%
Sell in May ยังขลังหรือไม่
ปัจจุบันไม่มีใครตอบได้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก โดยสังเกตได้จากการค้นหาคำว่า Sell in May ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากอดีต ทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฏจักรธุรกิจ นโยบายการเงิน การคลัง หรือการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ช่วงพฤศจิกายน 2562 ถึงเมษายน 2563 ผลตอบแทนลดลงอย่างรวดเร็วจากโควิด-19
นักลงทุนควรพิจารณาข้อมูลเชิงลึกก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะปัจจัยพื้นฐาน และติดตามพอร์ตลงทุนว่าสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ยังไปต่อได้หรือไม่ หากยังมีโอกาสเติบโตก็ควรถือข้ามผ่านความผันผวน เพราะการลงทุนที่มีประสิทธิภาพคือการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาว
ปีนี้เจอปัจจัยลบซ้ำอีก 2 เด้ง
นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) เปิดเผยในรายการ Wealth Wake Up ทาง PPTV Wealth ว่า Sell in May ปี 2569 จะมี 2 ปัจจัยลบเพิ่มเติมจากปกติ คือ การเจรจาหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่านยังไม่บรรลุ และอีกปัจจัยคือ MSCI Index ที่ส่งผลต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ โดยทั้งสองปัจจัยนี้จะซ้ำเติมแรงขายตามปกติเมื่อหุ้นขึ้น XD หรือได้เงินปันผล ซึ่งคาดว่าแรงเทขายจะเกิดขึ้นช่วงสัปดาห์นี้และต่อเนื่องถึงต้นสัปดาห์หน้า



