InnovestX บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่ม SCBX ออกมาระบุว่า ตลาดหุ้นไทยหรือ SET มีแนวโน้มจะรีบาวด์ฟื้นตัวได้ หลังจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง ภายหลังมีข่าวอิหร่านส่งสัญญาณเจรจาเพื่อยุติสงคราม ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลด้านความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
ปัจจัยหนุนและแรงกดดันต่อ SET
แม้ราคาน้ำมันที่ร่วงลงจะกดดันหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ แต่ InnovestX มองว่า SET น่าจะได้แรงหนุนจากหุ้นใหญ่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่เคลื่อนไหวตามหุ้นเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงการที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิ บ่งชี้ว่าเม็ดเงินยังไม่ไหลออกจากตลาด
ทางด้านเทคนิค แท่งเทียนของ SET ทำรูปแบบ hammer ที่แนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 75 วัน ซึ่งเป็นสัญญาณกลับตัวเบื้องต้น โดยบริษัทประเมินแนวต้านที่ 1435 และ 1465 จุด ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1385 และ 1370 จุด
สถานการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อตลาด
ในช่วงสั้น InnovestX มองว่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกถูกกดดันและผันผวนสูงจากวิกฤติตะวันออกกลางรอบใหม่ ส่งผลให้มีการโยกเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ราคาทองคำและโลหะเงินปรับขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ามากขึ้น และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลง เนื่องจากความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย
INVX มองว่ามีโอกาสสูงที่สถานการณ์จะยืดเยื้อแต่ไม่ลุกลาม ทำให้ SET เกิดภาวะ Risk off จากกังวลต้นทุนพลังงานทรงตัวสูง ปัจจัยชี้ขาดที่ต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่
- ปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซจะกลายเป็นการปิดกั้นที่ยืดเยื้อหรือไม่
- ระดับการแทรกแซงของจีนและรัสเซีย ซึ่งอาจกำหนดทิศทางของความขัดแย้งได้อย่างสิ้นเชิง
กลยุทธ์ลงทุนปรับพอร์ตรับความเสี่ยง
InnovestX แนะนำกลยุทธ์ลงทุน "ปรับพอร์ตเพื่อ Hedging (ป้องกันความเสี่ยง) และเก็งกำไรหุ้นที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้" สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไรในช่วงสั้น โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ควรลงทุนและกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง
กลุ่มหุ้นที่แนะนำลงทุน
- หุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำ เช่น PTTEP, PTT, BCP เพื่อป้องกันความเสี่ยงตามราคาน้ำมันที่คาดจะปรับขึ้นและทรงตัวสูง
- หุ้นกลุ่มเดินเรือ เช่น PSL, TTA, RCL, PRM ซึ่งจะได้ Sentiment บวกจากค่าระวางเรือสูงขึ้น เนื่องจากหากเส้นทางเดินเรือต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปเพื่อเลี่ยงตะวันออกกลาง ระยะเวลาเดินเรือจะนานขึ้น ทำให้อุปทานเรือขาดแคลน
- หุ้น Defensive ที่มี Pricing Power สูงและรายได้อิงในประเทศเป็นหลัก เช่น ADVANC, TRUE, BEM, CHG หากราคาปรับลงแรงเกินปัจจัยพื้นฐาน
- หุ้นต่างประเทศที่ได้ผลบวก ได้แก่ กลุ่ม Defense เช่น RTX.US, LHX.US, LMT.US และกองทุน DAOL-DEFENSE หรือ ETF เทียบเคียง Global X Defense Tech ETF (SHLD)
- กองทุนทองคำ เช่น K-GOLD-A(A) และ ETF ทองคำ SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM)
กลุ่มที่แนะนำลดน้ำหนักหรือหลีกเลี่ยง
- กลุ่มที่ต้นทุนจะปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน เช่น ปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์
- กลุ่มที่พึ่งพาฐานลูกค้าตะวันออกกลาง เช่น กลุ่มท่องเที่ยว และโรงพยาบาลระดับบน
- กลุ่มที่มีหนี้ต่างประเทศสูงจากบาทอ่อน เช่น กลุ่มสายการบิน
คำแนะนำสำหรับนักลงทุน
InnovestX แนะนำให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหากสงครามมีท่าทียืดเยื้อบานปลาย ต้องเตรียมลดพอร์ตเพื่อถือเงินสดเพิ่ม (Cash is King) โดย SET มีโอกาสปรับลง -5% ถึง -10% อิงสถิติในอดีตที่สถานการณ์ยืดเยื้อลุกลาม
ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ดูเริ่มคลี่คลาย ต้องระวังแรงขาย Sell on Fact ในหุ้นกลุ่มพลังงานต้นน้ำและเดินเรือที่ปรับขึ้นมา ดังนั้นการเข้าเก็งกำไรสั้นจึงต้องมีวินัยสูงและควรตั้งจุด Trailing Stop หรือจุดล็อคกำไรไว้เสมอ
Daily Top Picks
GULF: มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับลงในปี 2569 จะทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตใหม่ 695MW และ Capacity Payment ในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงเงินปันผลในระดับสูงจาก KBANK หลังเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น และคาดมี Upside จากมาตรการ Direct PPA และ PDP2026 หลังจัดตั้งรัฐบาลเสร็จ เป้าระยะสั้น 56.00 บาท
TRUE: ปัจจัยกระตุ้นจากการดำเนินธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่อปัจจัยภายนอกจำกัด และผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เริ่มฟื้นตัว หลังจำนวนผู้ใช้บริการใหม่สุทธิพลิกบวกในไตรมาส 4 ปี 2568 ARPU มีโมเมนตัมแข็งแกร่งต่อเนื่อง และต้นทุนคลื่นที่ลดลงจากการประมูล เป้าระยะสั้น 13.70 บาท
ทั้งนี้ การลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับกลยุทธ์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด



