โกลเบล็กเผยตลาดหุ้นไทยไร้ทิศทาง รับผลกระทบจากวิกฤติตะวันออกกลางที่เดือดดาล
โกลเบล็กชี้หุ้นไทยไร้ทิศทาง เซ่นพิษตะวันออกกลางเดือด

บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ได้ออกมาเปิดเผยการประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์นี้ โดยชี้ให้เห็นว่าดัชนี SET ปรับตัวลงตามทิศทางของตลาดต่างประเทศ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แรงกดดันจากตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย

นางสาววิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก ระบุว่า นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้แรงซื้อในตลาดหุ้นไทยซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่แรงขายทำกำไรยังคงมีต่อเนื่อง ทำให้ตลาดหุ้นไทยไร้ทิศทางที่ชัดเจนในขณะนี้

ปัจจัยต่างประเทศและในประเทศที่ต้องจับตา

โกลเบล็กได้ให้กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET อยู่ระหว่าง 1,380 ถึง 1,430 จุด โดยปัจจัยต่างประเทศยังเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ทิศทางราคาน้ำมันที่ผันผวน
  • ความผันผวนของค่าเงินในตลาดโลก
  • กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ

ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังต้องจับตามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและทิศทางการลงทุนภาครัฐที่อาจส่งผลต่อตลาดหุ้น

ปัจจัยบวกจากต่างประเทศและในประเทศ

ทางด้านปัจจัยบวก ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ทรงตัวที่ 213,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานที่ยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว

ในส่วนของจีน เหมา หนิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เพื่อลดความกังวลและสร้างเสถียรภาพให้เกิดขึ้นในภูมิภาค

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับประเทศไทย มีความคืบหน้าและชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยหรือ ททท. ปรับกลยุทธ์รับวิกฤติตะวันออกกลางโดยเร่งดึงตลาดระยะใกล้และอาเซียน รวมถึงจับตาตลาดจีนที่ฟื้นตัว 5% โดยนักท่องเที่ยวคุณภาพใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มขึ้น 15%

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 มาอยู่ที่ระดับ 53.0 จากเดิม 52.6 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

ส่วนคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI เดินหน้าหารือกับผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อเตรียมจัดทำแพ็กเกจสนับสนุนเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ซึ่งถือเป็นสัญญาณดีที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศ

ปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง

ทางด้านปัจจัยลบมีการวิเคราะห์ว่าสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มที่จะดำเนินสงครามกับอิหร่านยืดเยื้อต่อไปอีกอย่างน้อย 100 วัน หรืออาจลากยาวไปจนถึงเดือนกันยายน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโลก

ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF เตือนว่าภาวะสงครามในตะวันออกกลางกำลังทดสอบความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลก และประเมินว่าแรงกระแทกทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ในรูปแบบและขนาดที่แตกต่างกันจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทางด้านเศรษฐกิจฝั่งเอเชีย รัฐบาลจีนได้ประกาศเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP ประจำปี 2569 ลดลงมาอยู่ที่กรอบ 4.5% ถึง 5% ซึ่งถือเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990

ในขณะที่ประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปหรือเงินเฟ้อ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ลดลง 0.88% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ส่งผลให้ภาพรวมช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ปรับลดลงรวม 0.77%

กลยุทธ์การลงทุนจากโกลเบล็ก

นายวัชเรนทร์ จงยรรยง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในระยะสั้นจากข่าวศาลฎีกาสหรัฐ ยกเลิกภาษีทรัมป์ โดยแนะนำให้เก็บหุ้นรับอานิสงส์จากมาตรการดังกล่าว ได้แก่

  1. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น KCE, HANA, DELTA, CCET
  2. กลุ่มอาหารทะเลส่งออก เช่น TU, ASIAN
  3. กลุ่มยางพาราและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น STA, NER

โดยโกลเบล็กเน้นย้ำว่าการลงทุนในหุ้นเหล่านี้ควรพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกที่ยังคงผันผวน