หุ้นไทยปิดบวก 7.16 จุด รับแรงซื้อพลังงาน-แบงก์
หุ้นไทยปิดบวก 7.16 จุด รับแรงซื้อพลังงาน-แบงก์

ตลาดหุ้นไทยปิดทำการซื้อขายในวันนี้ (17 เมษายน 2568) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.16 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.52 มาอยู่ที่ระดับ 1,382.13 จุด โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 48,245.67 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อที่เข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นไปตามทิศทางเดียวกันกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

ปัจจัยหนุนตลาด

นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้นไทยในวันนี้ มาจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะในหุ้นขนาดใหญ่ หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐปิดทำการเมื่อคืนที่ผ่านมาปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิด Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มพลังงาน เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ภาพรวมการซื้อขาย

ในวันนี้ หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลค่า 2,345.67 ล้านบาท ปิดที่ 35.25 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) มูลค่า 1,987.34 ล้านบาท ปิดที่ 148.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท, บริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) มูลค่า 1,654.89 ล้านบาท ปิดที่ 145.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท, บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) มูลค่า 1,543.21 ล้านบาท ปิดที่ 128.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท และบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) มูลค่า 1,432.10 ล้านบาท ปิดที่ 56.75 บาท ลดลง 0.25 บาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

แนวโน้มตลาด

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (18 เมษายน 2568) นายวีระวัฒน์ คาดว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ต่อ เนื่องจากยังมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรติดตามการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ เช่น จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีการผลิตของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาฟิลาเดลเฟีย ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดในระยะสั้น

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องจับตาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการใช้น้ำมันในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยในสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยในประเทศ