ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ปิดการซื้อขายในวันนี้ที่ระดับ 1,383.63 จุด ลดลง 3.73 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 0.27 เมื่อเทียบกับการปิดของวันก่อนหน้า โดยภาพรวมตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
แรงขายหน่วงหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงาน
หุ้นกลุ่มธนาคารเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่กดดันดัชนี SET Index อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อาจปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและผลประกอบการของสถาบันการเงิน หุ้นธนาคารพาณิชย์รายใหญ่หลายตัวปิดในแดนลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีการเปิดเผยข้อมูลผลประกอบการล่าสุดที่ต่ำกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์
ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มพลังงานก็เผชิญแรงขายอย่างหนัก หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มผันผวนและปรับตัวลดลงในบางช่วงเวลา สถานการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับรายได้และกำไรของบริษัทในกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากความไม่แน่นอนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก
ปริมาณการซื้อขายและกิจกรรมของนักลงทุน
ปริมาณการซื้อขายรวมในตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับวันซื้อขายปกติ โดยมีนักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิในบางช่วงเวลา ขณะที่นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมในการซื้อขายอย่างคึกคักในหุ้นกลุ่มที่มีความผันผวนสูง
- หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสื่อสารยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุน เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล
- หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างมีกิจกรรมซื้อขายที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในภาคอสังหาริมทรัพย์
- นักวิเคราะห์แนะนำให้ติดตามการประกาศนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด
มุมมองและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนหลายท่านให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นอาจยังเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสในการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีราคาอยู่ในระดับน่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอและมีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว
สำหรับวันพรุ่งนี้ ตลาดหุ้นไทยคาดว่าจะเปิดซื้อขายในช่วง 1,380-1,390 จุด โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นต่างประเทศและข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคล่าสุดของประเทศไทย



