ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 1.21% หลังแรงซื้อกลับมา ก่อนเฟดประชุมนโยบายดอกเบี้ย
หุ้นไทยปิดบวก 1.21% ก่อนเฟดประชุมดอกเบี้ย (06.03.2026)

ตลาดหุ้นไทยปิดบวกแรง 1.21% ก่อนการประชุมเฟด

ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายในวันนี้ด้วยการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนี SET Index ปิดที่ระดับ 1,374.62 จุด เพิ่มขึ้น 16.44 จุด หรือคิดเป็น 1.21% จากวันก่อนหน้า การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากที่ตลาดต่างประเทศแสดงสัญญาณเชิงบวกก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือเกี่ยวกับทิศทางของนโยบายดอกเบี้ย

แรงซื้อกลับมาในกลุ่มหุ้นใหญ่

ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในภาคการเงินและพลังงาน ซึ่งมีนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศกลับเข้ามาซื้อสะสมหุ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ มาจากความคาดหวังที่ว่าเฟดอาจจะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบัน หรืออาจมีการปรับลดในอนาคตอันใกล้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ปริมาณการซื้อขายในวันนี้ยังอยู่ในระดับสูง สะท้อนถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและจีน ก็มีทิศทางปรับตัวขึ้นในทำนองเดียวกัน การฟื้นตัวนี้ช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นสำหรับตลาดไทย ซึ่งก่อนหน้านี้เผชิญกับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของค่าเงินบาท

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การเฝ้าระวังการประชุมเฟดและผลกระทบต่อตลาด

นักวิเคราะห์หลายฝ่ายให้ความเห็นว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในวันนี้เป็นไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากนักลงทุนมักจะปรับพอร์ตการลงทุนล่วงหน้าก่อนเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น การประชุมเฟด การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายดอกเบี้ยของเฟดจะมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งหากเฟดส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบาย อาจช่วยดันดัชนีให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนได้ในระยะสั้น นักลงทุนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างต่อเนื่องและพิจารณาการกระจายความเสี่ยงในการลงทุนอย่างเหมาะสม