SCB EIC เปิดบทวิเคราะห์รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง เตือนผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกและไทย
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ เอสซีบี อีไอซี (SCB EIC) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์สถานการณ์เศรษฐกิจภายใต้ความตึงเครียดของสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยชี้ว่าผลกระทบลุกลามเป็นวงกว้าง ส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและฉุดรั้งการเติบโตของจีดีพีโลกและไทย
4 ฉากทัศน์สงครามและแนวโน้มราคาน้ำมันโลก
สถานการณ์ความขัดแย้งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งทะยานเกิน 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 30% จากจุดต่ำสุดในเดือนมกราคม เนื่องจากความเสี่ยงที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ส่งผ่านพลังงานกว่า 20% ของโลกจะหยุดชะงัก SCB EIC ประเมินฉากทัศน์ไว้ดังนี้
- ความขัดแย้งยุติภายใน 2 สัปดาห์ ความตึงเครียดคลี่คลายเร็วผ่านการเจรจา ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะเป็นเพียงความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระยะสั้น
- ช่องแคบฮอร์มุซติดขัด 2-6 สัปดาห์ อิหร่านปิดช่องแคบและมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานบางส่วน สอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ
- ความขัดแย้งยืดเยื้อ การสู้รบรุนแรงขึ้น ปฏิบัติการของสหรัฐฯ ยาวนานกว่าที่คาด กระทบความปลอดภัยการขนส่งพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย
- สงครามภูมิภาค (กรณีเลวร้ายที่สุด) ความขัดแย้งขยายตัวสู่ระดับภูมิภาค ระบบโลจิสติกส์พลังงานหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 100-110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและนโยบายการเงินโลก
SCB EIC มองว่าผลกระทบจะส่งผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ เงินเฟ้อโลกเร่งตัว หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะดันเงินเฟ้อประเทศเศรษฐกิจหลักสูงขึ้น 0.2% โดยในกรณีเลวร้ายที่น้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เงินเฟ้อโลกอาจเพิ่มขึ้นถึง 0.6-0.7% กดดันกำลังซื้อครัวเรือนและต้นทุนธุรกิจ และ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 10% จากกรณีฐาน จะทำให้ GDP โลกลดลงราว 0.1-0.3% โดยกรณีฐานปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มขยายตัวลดลง 0.2-0.4%
นอกจากนี้ ธนาคารกลางหลักมีแนวโน้มชะลอการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยเฉพาะเฟดที่อาจใช้แนวทางรอดูสถานการณ์ ซึ่งจะทำให้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าช้าออกไปจากความกังวลด้านเงินเฟ้อพลังงาน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยใน 4 ด้านหลัก
ประเทศไทยมีความอ่อนไหวสูงเนื่องจากเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิสูงถึง 8% ของ GDP SCB EIC ประเมินผลกระทบผ่าน 4 ด้านหลัก ได้แก่
- เงินเฟ้อและการบริโภคภาคเอกชน ในกรณีฐาน เงินเฟ้อไทยปี 2569 จะอยู่ที่ราว 1.5% แต่หากลุกลามเป็นสงครามภูมิภาค เงินเฟ้ออาจพุ่งสูงกว่า 4% ทะลุขอบบนของเป้าหมายธนาคารแห่งประเทศไทย
- การค้าระหว่างประเทศ ดุลการค้าเสี่ยงแย่ลง ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางถึง 59% ของแหล่งนำเข้าทั้งหมด
- การท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางชะลอตัว ส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นอาจชะลอการเดินทางจากต้นทุนตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้น
- ตลาดการเงินและค่าเงินบาท ตั้งแต่วันเกิดเหตุถึง 6 มีนาคม เงินบาทอ่อนค่ารุนแรงถึง -2.2% หากกรณีสงครามไม่ยืดเยื้อ คาดบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.25-31.75
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและมาตรการภาครัฐ
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ ธุรกิจที่พึ่งพาน้ำมันสูง เช่น พลังงาน ขนส่ง ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปตะวันออกกลางมาก ส่วนกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารที่จำเป็น รวมถึงพืชพลังงานที่ราคาจะปรับสูงขึ้น
ภาครัฐจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อดูแลความมั่นคงด้านพลังงาน ปัจจุบันไทยมีระดับปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศเพียงพอต่อความต้องการใช้งานนาน 95 วัน นอกจากนี้ยังมีการสั่งระงับการส่งออกน้ำมัน เร่งหาซื้อจากแหล่งอื่น และใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการพยุงค่าครองชีพ
SCB EIC ประเมินว่าสงครามตะวันออกกลางเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติมเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยในกรณีฐานเศรษฐกิจไทยอาจโตลดลง 0.3% แต่หากเกิดสงครามภูมิภาคอาจฉุด GDP ลดลงได้ถึง 0.7-0.8%



