KKP เตือนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง รับแรงกดดันสงครามตะวันออกกลาง เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร หรือ KKP ออกมาเปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางสูงมาก จากการเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่า 0.7% และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นเวลานาน 5-6 เดือน
ปัจจัยเสี่ยงหลักจากราคาพลังงานและการพึ่งพานำเข้า
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน KKP ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงเรื่องสงครามค่อนข้างมาก โดยก่อนหน้านี้เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีขึ้นจนเกือบจะปรับประมาณการขึ้น แต่ต้องระงับไว้เพื่อรอดูสถานการณ์สงครามที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในภูมิภาคที่ระดับประมาณ 6.5% ของ GDP สะท้อนถึงการพึ่งพาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศในระดับสูง และการใช้พลังงานที่อาจยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เนื่องจากกระทบอุปทานน้ำมันโดยตรง จากการยึดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีน้ำมันไหลผ่านประมาณ 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการผลิตและใช้ทั่วโลก แม้จะมีการปรับตัวส่งน้ำมันผ่านเส้นทางอื่น แต่ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากโลกยังอยู่ที่ 10-15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ
3 ฉากทัศน์หลักและผลกระทบต่อประเทศไทย
KKP ได้ประเมินฉากทัศน์อนาคตออกเป็น 3 กรณีหลัก ได้แก่
- จบเร็ว จากการเจรจาหรือควบคุมช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาเปิดได้ ราคาน้ำมันอาจลดลงใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดปัญหา
- ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันค้างอยู่ในระดับสูงเนื่องจากช่องแคบยังปิดอยู่
- รุนแรง มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน เช่น โรงกลั่นหรือท่อส่งน้ำมัน ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูแม้จะเปิดช่องแคบได้
ผลกระทบต่อประเทศไทยมีความรุนแรงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เนื่องจากมีการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางประมาณ 58-60% ของปริมาณที่ใช้ รวมทั้งได้รับผลกระทบจากก๊าซปิโตรเลียมเหลว เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดส่งออกสำคัญของกาตาร์ การผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซสูงถึง 68% จึงมีความเสี่ยงทั้งเรื่องราคาพุ่งสูงและการขาดแคลนพลังงาน
ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจและการเงิน
ผลกระทบเหล่านี้ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยว การส่งออก และการบริโภคในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับผลกระทบจากค่าพลังงานอย่างหนัก ภาครัฐต้องแบกรับภาระสูงในการชดเชยราคาพลังงาน ปัจจุบันรัฐตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร ทั้งที่ราคาจริงอยู่ที่ 48 บาท ทำให้กองทุนน้ำมันต้องชดเชยลิตรละ 18 บาท คิดเป็นภาระกว่าพันล้านบาทต่อวันเฉพาะกลุ่มน้ำมันดีเซล ซึ่งจำกัดพื้นที่ทางการคลังและสร้างความซับซ้อน
ด้านนโยบายการเงิน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มผ่อนคลายและปรับมุมมองนโยบายลงมาที่ 1.0 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าพร้อมลดดอกเบี้ยหากเศรษฐกิจเสี่ยง แต่ภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มสูงขึ้นทำให้การตัดสินใจซับซ้อนขึ้นและเกิดความเสี่ยงแบบภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวร่วมกับเงินเฟ้อสูง KKP คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะไม่ถึงขั้นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์ปัจจุบัน ส่วนนโยบายภาครัฐควรพิจารณาปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และเปลี่ยนรูปแบบการชดเชยไปเป็นการอุดหนุนแบบเฉพาะกลุ่มแทนการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เพื่อลดการบิดเบือนของกลไกและลดภาระทางการคลัง
การประเมินกรณีเลวร้ายที่สุดและแนวโน้มเงินเฟ้อ
นายลัทธกิตติ์ ลาภอุดมการ นักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่ราคาน้ำมันแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและค้างนาน 5-6 เดือน เศรษฐกิจไทยอาจเติบโตได้ต่ำกว่า 0.7% เพราะจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวจากปัญหาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวในกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรปที่ลดลง ซึ่งกระทบต่อเนื่องไปยังภาคบริการอื่นๆ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อบริโภคในประเทศ เนื่องจากคนไทยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถึงประมาณ 12% ทำให้ต้องลดการใช้จ่ายในส่วนอื่นลง และจะกระทบต่อภาคการส่งออกจากต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้นและอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอตัว
ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่ KKP คาดว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะปรับขึ้นไปแตะได้ที่ระดับประมาณ 2% ซึ่งยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย และคงไม่ถึงขนาดกดดันให้ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะยังคงเกินดุลได้อยู่ที่ 1.2% จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะแตะ 35 ล้านคนในปีนี้
ก่อนเกิดสงคราม KKP ได้ปรับเพิ่มประมาณการ GDP จาก 1.6% ขึ้นเป็น 1.8% เนื่องจากมีโมเมนตัมที่ดีขึ้นจากการท่องเที่ยว ภาคการผลิตบางกลุ่มที่ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ แต่พัฒนาการของสถานการณ์สงครามในปัจจุบันยังคงทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนและมีความเสี่ยงขาลงอยู่มาก จึงต้องจับตาและมีการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป



